
DSI รับสอบ! ดีล 9 พันล้าน กลุ่ม‘บางจาก’ ซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี
DSI รับสอบดีลซื้อกิจการคลังน้ำมันเพชรบุรีของกลุ่มบางจาก มูลค่า 9,000 ล้านบาท หลังมีข้อร้องเรียนเรื่องราคาสินทรัพย์และข้อมูลทางบัญชี
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับสืบสวนกรณีการซื้อกิจการคลังน้ำมันเพชรบุรีของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท หลังมีการร้องเรียน และได้เริ่มกระบวนการสืบสวนอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 14 กันยายน คณะพนักงานสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันใน จ.เพชรบุรี เพื่อดูรายละเอียดการโอนกิจการ ท่าเทียบเรือ และสิทธิตามสัญญาที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นสำคัญที่ DSI ตรวจสอบคือข้อกล่าวหาว่าอาจมีการสร้างมูลค่าทรัพย์สินสูงเกินจริง หรือ Price Inflation เพื่อแสวงหาประโยชน์จากส่วนต่างราคา รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายว่ามีธุรกรรมผิดปกติหรือไม่ หากพบพยานหลักฐาน อาจมีประเด็นเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลักทรัพย์และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
จาก 2,100 ล้าน สู่ดีล 9,000 ล้าน
ข้อสงสัยสำคัญอยู่ที่ประวัติราคาของคลังน้ำมัน โดยข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบระบุว่า ในปี 2553 บริษัท บางจาก ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ BCPG เคยเจรจาซื้อสินทรัพย์ดังกล่าวในมูลค่าราว 3,000 ล้านบาท แต่ยกเลิกดีลเนื่องจากเห็นว่าราคาสูงเกินไป
ต่อมา สินทรัพย์ถูกเปลี่ยนมือในมูลค่าประมาณ 2,100 ล้านบาท ก่อนที่ BCPG จะเข้าซื้อกิจการในปี 2565 ด้วยมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามถึงเหตุผลของส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างมากภายในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลประกอบการขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะงบการเงินและรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ว่ามีการเปิดเผยข้อมูลเพียงพอสำหรับการพิจารณาหรือไม่
BCPG ชี้มูลค่าเพิ่มจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ฝั่งบริษัทชี้แจงว่า คลังน้ำมันเพชรบุรีเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ เนื่องจากช่วยแก้ข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ของโรงกลั่นพระโขนง และลดการพึ่งพาคลังน้ำมันภายนอกซึ่งมีต้นทุนสูง
บริษัทระบุด้วยว่า มูลค่าของคลังที่เพิ่มขึ้นมาจากการลงทุนและขยายโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการเพิ่มจำนวนถังจาก 16 ถัง เป็น 20 ถัง เพิ่มความจุจาก 500 ล้านลิตร เป็น 720 ล้านลิตร และขยายท่าเทียบเรือจาก 2 จุด เป็น 6 จุด เพื่อรองรับเรือขนาดใหญ่ขึ้น โดยประเมินว่าหากก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบัน อาจมีต้นทุนราว 10,000-12,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทระบุว่ามีที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ 2 รายประเมินโครงการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) โดยคาดการณ์รายได้ประมาณ 900 ล้านบาทต่อปี และอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) ราว 8-9%
ปมบัญชี 2,450 ล้านบาท
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือมูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ที่ลดลงประมาณ 2,450 ล้านบาท ภายใน 3 เดือนหลังปิดดีล
บริษัทชี้แจงว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลจากกระบวนการ Purchase Price Allocation (PPA) ตามมาตรฐานบัญชี เพื่อจัดสรรราคาซื้อไปยังสินทรัพย์และหนี้สินที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การด้อยค่าของสินทรัพย์ (Impairment)
ขณะนี้ DSI อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งที่มาของมูลค่าทรัพย์สิน การทำธุรกรรม เส้นทางการเงิน และข้อมูลที่ใช้ประกอบการอนุมัติดีล เพื่อพิจารณาว่ามีความผิดปกติหรือพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดตามข้อร้องเรียนหรือไม่







