
สรรพากร เตรียมนัดถกสำนักพุทธ 22 ก.ย. แจงภาษีวัด-เงินบริจาค e-Donation
สรรพากรเตรียมหารือ พศ. 22 ก.ย.นี้ ทำความเข้าใจหน้าที่ภาษีวัดและระบบ e-Donation หลังพบข้อกังวลเรื่องเงินบริจาค พร้อมเดินหน้าจัดเก็บรายได้ปี 69 มั่นใจเกินเป้า
KEY
POINTS
- กรมสรรพากรนัดหารือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในวันที่ 22 ก.ย. เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีของวัดและระบบ e-Donation
- มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงแนวทางการใช้ระบบ e-Donation ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพิ่มความโปร่งใส และป้องกันช่องโหว่ในการรับบริจาค
- เน้นย้ำหน้าที่ทางภาษีของวัด เช่น การหักภาษี ณ ที่จ่าย และการตรวจสอบรายได้ของมูลนิธิในสังกัดที่ต้องเสียภาษีหากมีรายได้อื่นที่ไม่ใช่เงินบริจาค
นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยถึงการจัดระเบียบการรับบริจาคของวัดและศาสนสถานว่า กรมสรรพากรได้ประสานและนัดหารือกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในวันที่ 22 ก.ย.นี้ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ทางภาษีของวัด รวมถึงการใช้งานระบบ e-Donation ให้ถูกต้องตามกฎหมาย และเพิ่มความรัดกุมในการดำเนินการ เพื่อช่วยปิดช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น
ทั้งนี้ ระบบ e-Donation เริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 โดยปัจจุบันมีศาสนสถานทุกศาสนาลงทะเบียนแล้วประมาณ 46,000 แห่ง เป็นวัดในพระพุทธศาสนาประมาณ 43,000 แห่ง จากวัดทั่วประเทศราว 45,000 แห่ง ขณะที่ปี 2568 มียอดเงินบริจาคผ่านระบบ e-Donation รวมทุกหน่วยงาน เช่น วัด โรงเรียน และโรงพยาบาล ประมาณ 34,000 ล้านบาท ส่วนปี 2569 มียอดสะสมล่าสุดประมาณ 23,000 ล้านบาท
นายสมศักดิ์กล่าวว่า ในปีนี้เป็นปีแรกที่กรมสรรพากรกำหนดให้องค์การสาธารณกุศลรับเงินบริจาคผ่านระบบ e-Donation เพื่อให้ผู้บริจาคสามารถนำเงินไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งระบบดังกล่าวจะช่วยให้การรับบริจาคมีความโปร่งใสมากขึ้น และตรวจสอบได้ว่าเงินเข้าสู่องค์กรที่รับบริจาคจริง
สำหรับกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับการตรวจสอบหรืออายัดทรัพย์สินจำนวนมากนั้น อธิบดีกรมสรรพากรระบุว่า กรมฯ ยังไม่มีรายละเอียดในส่วนดังกล่าว เนื่องจากระบบ e-Donation เพิ่งเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในปีนี้
“ประเด็นด้านกฎหมายวัดและมูลนิธิเป็นนิติบุคคลแยกจากกัน แม้จะมีผู้บริหารเป็นบุคคลเดียวกันก็ตาม โดยจากการตรวจสอบพบว่าวัดที่เป็นข่าวได้ลงทะเบียน e-Donation แล้ว ขณะที่มูลนิธิของวัดดังกล่าวไม่ได้มีสถานะเป็นองค์การสาธารณกุศล ดังนั้น หากมูลนิธิหรือสมาคมที่ไม่ได้เป็นองค์การสาธารณกุศลมีรายได้จากช่องทางอื่นที่ไม่ใช่เงินบริจาค จะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.55 และเสียภาษีตามกฎหมาย ซึ่งกรมสรรพากรจะติดตามตรวจสอบรายได้ในส่วนนี้ต่อไป”
นอกจากนี้ วัดเองก็ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาษี เช่น หากมีการจ่ายค่าก่อสร้างหรือค่าเช่า วัดมีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่าย เช่นเดียวกับกรณีทั่วไป
นายสมศักดิ์กล่าวด้วยว่า หากเกิดการยักยอกเงินภายในมูลนิธิ เนื่องจากมูลนิธิมีสถานะเป็นนิติบุคคล มูลนิธิจะต้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมาย ขณะที่กรมสรรพากรจะตรวจสอบในมิติภาษีว่า รายได้ดังกล่าวเป็นรายได้ของมูลนิธิหรือเป็นรายได้ส่วนบุคคล เพื่อประเมินภาษีให้ถูกต้อง รวมถึงตรวจสอบการจัดทำงบการเงินที่ต้องนำส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ขอฝากถึงประชาชนว่า การบริจาคผ่านระบบ e-Donation นอกจากช่วยสร้างความมั่นใจว่าเงินบริจาคเข้าสู่วัดหรือองค์กรที่รับเงินจริงแล้ว ยังช่วยเพิ่มความโปร่งใส และผู้บริจาคสามารถนำเงินบริจาคไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามหลักเกณฑ์
สำหรับผลการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 2568-ส.ค. 2569) อยู่ที่ประมาณ 2.16 ล้านล้านบาท คิดเป็น 88.35% ของประมาณการทั้งปี สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.2% และสูงกว่าเป้าหมาย 3.7% โดยรายได้หลักมาจากภาษีเงินได้ประมาณ 50% และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประมาณ 45%
ขณะที่การเก็บภาษีในช่วง 4 เดือน (พ.ค.-ส.ค.2569) กรมฯ จัดเก็บได้ประมาณ 970,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ 920,000 ล้านบาท หรือประมาณ 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยสำคัญมาจาก VAT จากการนำเข้า ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับผลจากราคาพลังงาน รวมถึงภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจพลังงาน
“เดือนกันยายนนี้ เราเชื่อว่าเราจะสามารถจัดเก็บภาษีได้ตามประมาณการ และถ้ามองภาพรวมของทั้งปี ผลจัดเก็บของกรมสรรพากรเป็นบวกแน่นอน”
นายสมศักดิ์มั่นใจว่า ผลจัดเก็บภาษีทั้งปีงบประมาณ 2569 จะสูงกว่าเป้าหมายประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท หรือราว 2% ขณะที่ปีงบประมาณ 2570 ตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท และเชื่อว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมาย แม้ตนจะไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในปีหน้า
ด้านการขยายฐานภาษี ช่วง 11 เดือนกรมสรรพากรนำผู้เสียภาษีรายใหม่เข้าสู่ระบบได้มากกว่า 170,000 ราย จากเป้าหมายประมาณ 140,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ค้าออนไลน์ประมาณ 56,000 ราย สะท้อนการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีติดตามผู้ประกอบการที่ไม่มีหน้าร้านและนำเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น







