
ไทยพาณิชย์สามัคคีซบแบงก์
เล็งประกันชั้น1บุกรถมือสองหลังเจาะตลาดป้ายแดงไม่เข้า
โพสต์ทูเดย์
— ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จับธนาคารแม่ขยายตลาดประกันรถชั้น 1 ผ่านสินเชื่อเช่าซื้อรถมือสอง หลังเจาะตลาดรถป้ายแดงยากนายจิรวุฒิ บุญศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทจะกลับมาเน้นสร้างการเติบโตให้กับเบี้ยประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ให้มากขึ้น หลังจากในช่วงที่ผ่านมาได้เน้นทำตลาดเฉพาะประกันชั้น 3 พิเศษ ซึ่งตามแผนของการเพิ่มเบี้ยประกันชั้น 1 นั้น จะทำตลาดร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ โดยจับกลุ่มลูกค้าสินเชื่อจำนำทะเบียนรถเป็นหลัก เพราะเป็นตลาดที่บริษัทสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่า และมีสัดส่วนทำประกันชั้น 1 ถึง 80%
ขณะที่อีก 20% เป็นประกันชั้นอื่น โดยในปีที่ผ่านมาลูกค้าสินเชื่อรถมือสองมีสัดส่วนทำประกันกับบริษัทถึง 60% แต่ปีนี้มีเป้าหมายเพิ่มให้เป็น 80% ขณะที่อัตราความเสียหายต่อเบี้ยประกันก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดีที่ระดับ 60% ซึ่งคาดว่าปีนี้จะทำเบี้ยรถยนต์ได้ประมาณ 1,200 ล้านบาท
“
แม้ปีที่ผ่านมาแบงก์ไทยพาณิชย์จะปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถได้เป็นจำนวนมาก แต่เราก็ไม่สามารถเข้าไปทำตลาดหรือหาลูกค้าได้มากนัก เพราะส่วนใหญ่กว่า 90% ลูกค้าที่ซื้อรถป้ายแดงจะได้ประกันชั้น 1 แถมมากับตัวรถอยู่แล้ว และปัจจุบันเมื่อขึ้นสู่ปีที่ 2 ดีลเลอร์หรือตัวแทนขายรถก็จะติดต่อกับลูกค้าเพื่อเสนอขายประกันต่ออายุด้วยตัวเอง ทำให้งานหลุดมาถึงบริษัทยากขึ้น” นายจิรวุฒิ กล่าวสำหรับประกันชั้น 3 พิเศษนั้น คาดว่าในปีนี้คงเป็นปีสุดท้ายที่จะใช้อัตราค่าเบี้ยชั้น 3 พิเศษในอัตราเดิม ก่อนมีการพิจารณาปรับขึ้นในปีหน้า เนื่องจากอัตราความเสียหายต่อเบี้ยประกันเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ตามค่าแรงงานและค่าอะไหล่ที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่บริษัทก็ไม่ได้มีการปรับราคาค่าเบี้ยประกันชั้น 3 พิเศษมาหลายปีแล้ว ไม่เหมือนกับประกันชั้น 1 ที่สามารถปรับเบี้ยเพิ่มหรือลดลงได้ตามประวัติการขับขี่ลูกค้า
ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนเบี้ยชั้น 1 อยู่ที่ 50% เบี้ยชั้น 3 พิเศษอยู่ที่ 40% และเบี้ย พ.ร.บ.อยู่ที่ 10% แต่ในปีนี้จะเริ่มเห็นสัดส่วนเบี้ยชั้น 1 ขยับเพิ่มขึ้นอีก
สำหรับเป้าหมายในปี 2554 ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 1520% หรือมีเบี้ยประมาณ 3,2003,400 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2553 ที่ทำเบี้ยได้ 2,945 ล้านบาท แบ่งเป็นเบี้ยรถยนต์ 1,000 ล้านบาท และเบี้ยนันมอเตอร์หรือที่ไม่ใช่รถยนต์ 1,945 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิที่ 275 ล้านบาท







