
คาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยแม้ทรัมป์กดดัน จับตาตัวเลขเงินเฟ้อก่อนประชุม
ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ แข็งแกร่งเกินคาด เพิ่มแรงหนุนให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ ทรัมป์กดดันให้ลดดอกเบี้ย ท่ามกลางการจับตาเงินเฟ้อสัปดาห์หน้า
ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาดกำลังเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) พิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเรียกร้องให้ Fed ลดดอกเบี้ย และล่าสุดขู่ว่าจะระงับการค้ากับบางประเทศ หาก Fed ไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้อง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เควิน วอร์ช ประธาน Fed ต้องเผชิญแรงกดดันสองด้าน หากขึ้นดอกเบี้ยอาจเสี่ยงสร้างความไม่พอใจให้ทรัมป์ แต่หากตัดสินใจคงดอกเบี้ย ก็อาจกระทบความน่าเชื่อถือ หลังวอร์ชเพิ่งส่งสัญญาณในทิศทางเข้มงวดด้านนโยบายการเงิน
การตัดสินใจครั้งนี้มีความสำคัญก่อนการเลือกตั้งรัฐสภาสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งพรรครีพับลิกันของทรัมป์กำลังพยายามรักษาเสียงข้างมากที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยในสภาคองเกรส โดยทิศทางดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่มากกับข้อมูลเงินเฟ้อที่จะเปิดเผยในสัปดาห์หน้า ว่าราคาสินค้ายังคงชะลอตัวลงหรืออยู่ในระดับสูงเกินกว่าที่ Fed จะยอมรับได้
เงินเฟ้อสหรัฐฯ อยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของ Fed มานานกว่า 5 ปีครึ่ง โดยวอร์ชกล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เขาต้องการเห็นหลักฐานที่ชัดเจนและรวดเร็วเพียงพอว่าเงินเฟ้อกำลังกลับเข้าสู่เป้าหมาย มิฉะนั้น Fed ยังมีภารกิจต้องดำเนินการต่อ ซึ่งตลาดมองว่าเป็นการเปิดทางให้ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน
ทรัมป์กดดัน Fed ลดดอกเบี้ย
หลังสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันศุกร์ว่า นายจ้างเพิ่มการจ้างงานในเดือนสิงหาคมเกือบ 3 เท่าจากที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เรียกร้องให้ Fed ลดดอกเบี้ย โดยระบุว่าอัตราดอกเบี้ยสูงทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบประเทศอื่นอย่างไม่เป็นธรรม
ทรัมป์ยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ มีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในโลก และขู่ว่าจะหยุดทำการค้ากับประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า หากไม่ลดดอกเบี้ย
ท่าทีดังกล่าวสวนทางกับหลักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งประกอบกับเงินเฟ้อในระดับสูง มักเป็นเหตุผลให้ธนาคารกลางใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ไม่ใช่ผ่อนคลายลง
นอกจากนี้ ภาษีนำเข้าที่ทรัมป์เรียกเก็บจากประเทศคู่ค้าระดับสูงได้เพิ่มแรงกดดันด้านราคา ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านและการลงทุนในธุรกิจ AI ที่เพิ่มขึ้น ต่างเป็นปัจจัยผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวให้สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลและภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น
ตลาดเพิ่มเดิมพัน Fed ขึ้นดอกเบี้ย
ข้อมูลการจ้างงานเดือนสิงหาคมพบว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง และมีประชาชนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานจำนวนมาก ส่งผลให้อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานเพิ่มขึ้นเป็น 61.6%
จำนวนผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานและได้งานทำเพิ่มขึ้นราว 300,000 คน ขณะที่จำนวนผู้ที่ออกจากตลาดแรงงานลดลง ทำให้อัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.1% ซึ่งสะท้อนตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม ค่าจ้างรายชั่วโมงเพิ่มขึ้น 3.1% ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ของ Fed เจ้าหน้าที่ Fed จึงยังมองว่าตลาดแรงงานแข็งแกร่ง แต่การเติบโตของค่าจ้างไม่ได้สร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อมากนัก
ตลาดจึงจับตาข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่จะเปิดเผยในสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจเป็นตัวชี้ขาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม
หลังรายงานการจ้างงานออกมา นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ โดยราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสะท้อนโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 62% เพิ่มจากประมาณ 55% ก่อนประกาศตัวเลขการจ้างงาน
นักเศรษฐศาสตร์ของ Nationwide ระบุว่า รายงานการจ้างงานที่แข็งแกร่งช่วยสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ และคาดว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในสิ้นปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขยับขึ้นมาอยู่ที่ 4-4.25%







