posttoday
สคร โชว์รัฐวิสาหกิจส่งรายได้เข้ารัฐพุ่ง 1.97 แสนล. “สนง.สลากฯ” นำส่งสูงสุด

สคร โชว์รัฐวิสาหกิจส่งรายได้เข้ารัฐพุ่ง 1.97 แสนล. “สนง.สลากฯ” นำส่งสูงสุด

01 กันยายน 2569

สคร.เผยรัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้แผ่นดิน 1.97 แสนล้านบาท คาดสิ้นปีแตะ 2.03 แสนล้านบาท “สลากฯ”ครองแชมป์ พร้อมเร่ง Green PPP หนุนไทยสู่ Net Zero

KEY

POINTS

  • สคร. เผยผลการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจในปีงบประมาณ 2569 รวม 1.97 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
  • สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นหน่วยงานที่นำส่งรายได้เข้ารัฐสูงสุดเป็นอันดับ 1 ด้วยยอดเงินกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท
  • รัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้สูงสุดรองลงมาคือ บมจ. ปตท., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

รัฐวิสาหกิจยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเติมรายได้ให้รัฐบาล ขณะเดียวกันการลงทุนของรัฐวิสาหกิจก็เดินหน้าได้ต่อเนื่อง สะท้อนจากตัวเลขการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ทำได้เกิน 90% แล้ว ล่าสุด สคร.เตรียมต่อยอดไปสู่การลงทุนรูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจเดินไปพร้อมกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

 

นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินของรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นต่ำกว่า 50% ในปีงบประมาณ 2569 ล่าสุด ณ วันที่ 31 ส.ค. 2569 สามารถจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินสะสมแล้ว 197,356 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 33,455 ล้านบาท หรือคิดเป็น 120%

 

สำหรับหน่วยงานที่นำส่งรายได้แผ่นดินหรือเงินปันผลสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 47,388 ล้านบาท ตามด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 33,754 ล้านบาท, กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง 19,202 ล้านบาท, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 18,244 ล้านบาท และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 16,011 ล้านบาท

 

ส่วนอันดับ 6-10 ได้แก่ ธนาคารออมสิน 13,389 ล้านบาท, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 8,100 ล้านบาท, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 6,963 ล้านบาท, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 5,552 ล้านบาท และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) 5,104 ล้านบาท

 

“คาดว่าผลการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 203,000 ล้านบาท คิดเป็น 111% ของเป้าหมายทั้งปี โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลยังคงเป็นหน่วยงานที่มีผลการนำส่งรายได้แผ่นดินสูงสุด”

 

ด้านการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง ในช่วง 11 เดือน (ต.ค.-ส.ค.69) ของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2568-ส.ค. 2569 มีกรอบงบลงทุนรวม 236,839.91 ล้านบาท และเบิกจ่ายไปแล้ว 218,352 ล้านบาท หรือ 92.19%

 

ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าปีงบประมาณ 2568 ซึ่งเบิกจ่ายได้ 86.65% สะท้อนว่ารัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายเพิ่มขึ้น โดย สคร. คาดว่า ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2569 จะสามารถเร่งรัดและกำกับติดตามให้เบิกจ่ายงบลงทุนได้มากกว่า 225,998 ล้านบาท หรือ 95.40% ของเป้าหมาย ซึ่งสูงกว่าขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด


นอกจากการติดตามรายได้และการลงทุนแล้ว สคร. ยังเดินหน้าส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ PPP รวมถึงการพัฒนา Green PPP โดยตลอด 11 เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือคณะกรรมการ PPP เห็นชอบโครงการแล้ว 5 โครงการ มูลค่ารวม 14,023 ล้านบาท
 

ประกอบด้วยโครงการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง หรือ Rest Area 3 โครงการ ได้แก่ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา มูลค่า 3,520 ล้านบาท, Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี มูลค่า 2,380 ล้านบาท และ Rest Area ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย บริเวณบางโปรง บนทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) มูลค่า 1,602 ล้านบาท

 

อีก 2 โครงการ ได้แก่ ศูนย์บำบัดโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยีการฉายอนุภาคโปรตอนของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ มูลค่า 2,568 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนเชิงสังคมต้นแบบด้านสาธารณสุข ช่วยยกระดับการรักษาโรคมะเร็งแบบครบวงจรและเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้ป่วย

 

และ โครงการท่าเทียบเรือ A5 ท่าเรือแหลมฉบัง ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ความยาวหน้าท่า 697 เมตร วงเงินลงทุน 3,953 ล้านบาท เป็นท่าเรือสำหรับรองรับการขนส่งรถยนต์ (Roll-On/Roll-Off : Ro/Ro) ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการขนส่งทางน้ำของประเทศ

 

สำหรับ Green PPP (Green Public-Private Partnership) สคร. อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางส่งเสริมโครงการ PPP ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะนำประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ามาอยู่ในกระบวนการพัฒนาและดำเนินโครงการตั้งแต่ต้น ทั้งการออกแบบโครงการ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษและของเสีย รวมถึงกำหนดตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้ชัดเจน

 

“สคร. อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการส่งเสริมโครงการ PPP สีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green PPP) ซึ่งการดำเนินโครงการ Green PPP จะคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาและดำเนินโครงการ (Green Project Design) อาทิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษของเสีย การกำหนดตัวชี้วัด (Green KPI) ที่วัดผลได้ชัดเจน และการกำหนดเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมในสัญญา PPP (Green Clauses) รวมถึงการติดตามและประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดระยะเวลาโครงการ”

 

นายธิบดี กล่าวว่า ในการพัฒนาโครงการ Green PPP จะมีการกำหนดมาตรการสนับสนุนแก่หน่วยงานเจ้าของโครงการและเอกชนผู้ร่วมลงทุน รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาโครงการ ซึ่งจะมีส่วนในการยกระดับประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ในระยะยาวตามนโยบายของรัฐบาล

 

ส่วนผลการดำเนินงานของ กองทุนรวมวายุภักษ์ พบว่า ปี 2569 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับตัวขึ้นอย่างมาก ขณะที่กองทุนฯ เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนดี มีความมั่นคง มีความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจ และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี จึงสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่โดดเด่นสอดรับกับทิศทางตลาดทุนไทย

 

ณ วันที่ 31 ก.ค. 2569 กองทุนฯ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) 595,548.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ที่ 490,390.32 ล้านบาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนประมาณ 28.10% แบ่งเป็น NAV ของหน่วยลงทุนประเภท ก. 155,609.10 ล้านบาท และประเภท ข. 439,939.25 ล้านบาท

 

“ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา กองทุนรวมวายุภักษ์ได้รับปันผลไปแล้วราว 2 หมื่นล้านบาท โดยสคร. จะกำกับติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนฯ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กองทุนฯ เป็นทางเลือกในการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและมั่นคงให้แก่ประชาชนในระยะยาว รวมถึงเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาตลาดเงิน ตลาดทุน และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมต่อไป”

ข่าวล่าสุด

ช้อปปี้ เดินหน้าพัฒนาทักษะดิจิทัลคนรุ่นใหม่  เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาลงมือจริง ต่อยอดความรู้สู่การสร้างรายได้ระหว่างเรียน

ช้อปปี้ เดินหน้าพัฒนาทักษะดิจิทัลคนรุ่นใหม่ เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาลงมือจริง ต่อยอดความรู้สู่การสร้างรายได้ระหว่างเรียน