
สคร โชว์รัฐวิสาหกิจส่งรายได้เข้ารัฐพุ่ง 1.97 แสนล. “สนง.สลากฯ” นำส่งสูงสุด
สคร.เผยรัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้แผ่นดิน 1.97 แสนล้านบาท คาดสิ้นปีแตะ 2.03 แสนล้านบาท “สลากฯ”ครองแชมป์ พร้อมเร่ง Green PPP หนุนไทยสู่ Net Zero
KEY
POINTS
- สคร. เผยผลการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจในปีงบประมาณ 2569 รวม 1.97 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
- สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นหน่วยงานที่นำส่งรายได้เข้ารัฐสูงสุดเป็นอันดับ 1 ด้วยยอดเงินกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท
- รัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้สูงสุดรองลงมาคือ บมจ. ปตท., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
รัฐวิสาหกิจยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเติมรายได้ให้รัฐบาล ขณะเดียวกันการลงทุนของรัฐวิสาหกิจก็เดินหน้าได้ต่อเนื่อง สะท้อนจากตัวเลขการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ทำได้เกิน 90% แล้ว ล่าสุด สคร.เตรียมต่อยอดไปสู่การลงทุนรูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจเดินไปพร้อมกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินของรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นต่ำกว่า 50% ในปีงบประมาณ 2569 ล่าสุด ณ วันที่ 31 ส.ค. 2569 สามารถจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินสะสมแล้ว 197,356 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 33,455 ล้านบาท หรือคิดเป็น 120%
สำหรับหน่วยงานที่นำส่งรายได้แผ่นดินหรือเงินปันผลสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 47,388 ล้านบาท ตามด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 33,754 ล้านบาท, กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง 19,202 ล้านบาท, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 18,244 ล้านบาท และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 16,011 ล้านบาท
ส่วนอันดับ 6-10 ได้แก่ ธนาคารออมสิน 13,389 ล้านบาท, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 8,100 ล้านบาท, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 6,963 ล้านบาท, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 5,552 ล้านบาท และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) 5,104 ล้านบาท
“คาดว่าผลการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 203,000 ล้านบาท คิดเป็น 111% ของเป้าหมายทั้งปี โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลยังคงเป็นหน่วยงานที่มีผลการนำส่งรายได้แผ่นดินสูงสุด”
ด้านการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง ในช่วง 11 เดือน (ต.ค.-ส.ค.69) ของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2568-ส.ค. 2569 มีกรอบงบลงทุนรวม 236,839.91 ล้านบาท และเบิกจ่ายไปแล้ว 218,352 ล้านบาท หรือ 92.19%
ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าปีงบประมาณ 2568 ซึ่งเบิกจ่ายได้ 86.65% สะท้อนว่ารัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายเพิ่มขึ้น โดย สคร. คาดว่า ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2569 จะสามารถเร่งรัดและกำกับติดตามให้เบิกจ่ายงบลงทุนได้มากกว่า 225,998 ล้านบาท หรือ 95.40% ของเป้าหมาย ซึ่งสูงกว่าขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด
นอกจากการติดตามรายได้และการลงทุนแล้ว สคร. ยังเดินหน้าส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ PPP รวมถึงการพัฒนา Green PPP โดยตลอด 11 เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือคณะกรรมการ PPP เห็นชอบโครงการแล้ว 5 โครงการ มูลค่ารวม 14,023 ล้านบาท
ประกอบด้วยโครงการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง หรือ Rest Area 3 โครงการ ได้แก่ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา มูลค่า 3,520 ล้านบาท, Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี มูลค่า 2,380 ล้านบาท และ Rest Area ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย บริเวณบางโปรง บนทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) มูลค่า 1,602 ล้านบาท
อีก 2 โครงการ ได้แก่ ศูนย์บำบัดโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยีการฉายอนุภาคโปรตอนของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ มูลค่า 2,568 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนเชิงสังคมต้นแบบด้านสาธารณสุข ช่วยยกระดับการรักษาโรคมะเร็งแบบครบวงจรและเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้ป่วย
และ โครงการท่าเทียบเรือ A5 ท่าเรือแหลมฉบัง ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ความยาวหน้าท่า 697 เมตร วงเงินลงทุน 3,953 ล้านบาท เป็นท่าเรือสำหรับรองรับการขนส่งรถยนต์ (Roll-On/Roll-Off : Ro/Ro) ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการขนส่งทางน้ำของประเทศ
สำหรับ Green PPP (Green Public-Private Partnership) สคร. อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางส่งเสริมโครงการ PPP ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะนำประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ามาอยู่ในกระบวนการพัฒนาและดำเนินโครงการตั้งแต่ต้น ทั้งการออกแบบโครงการ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษและของเสีย รวมถึงกำหนดตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้ชัดเจน
“สคร. อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการส่งเสริมโครงการ PPP สีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green PPP) ซึ่งการดำเนินโครงการ Green PPP จะคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาและดำเนินโครงการ (Green Project Design) อาทิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษของเสีย การกำหนดตัวชี้วัด (Green KPI) ที่วัดผลได้ชัดเจน และการกำหนดเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมในสัญญา PPP (Green Clauses) รวมถึงการติดตามและประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดระยะเวลาโครงการ”
นายธิบดี กล่าวว่า ในการพัฒนาโครงการ Green PPP จะมีการกำหนดมาตรการสนับสนุนแก่หน่วยงานเจ้าของโครงการและเอกชนผู้ร่วมลงทุน รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาโครงการ ซึ่งจะมีส่วนในการยกระดับประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ในระยะยาวตามนโยบายของรัฐบาล
ส่วนผลการดำเนินงานของ กองทุนรวมวายุภักษ์ พบว่า ปี 2569 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับตัวขึ้นอย่างมาก ขณะที่กองทุนฯ เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนดี มีความมั่นคง มีความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจ และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี จึงสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่โดดเด่นสอดรับกับทิศทางตลาดทุนไทย
ณ วันที่ 31 ก.ค. 2569 กองทุนฯ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) 595,548.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ที่ 490,390.32 ล้านบาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนประมาณ 28.10% แบ่งเป็น NAV ของหน่วยลงทุนประเภท ก. 155,609.10 ล้านบาท และประเภท ข. 439,939.25 ล้านบาท
“ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา กองทุนรวมวายุภักษ์ได้รับปันผลไปแล้วราว 2 หมื่นล้านบาท โดยสคร. จะกำกับติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนฯ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กองทุนฯ เป็นทางเลือกในการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและมั่นคงให้แก่ประชาชนในระยะยาว รวมถึงเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาตลาดเงิน ตลาดทุน และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมต่อไป”







