
เปิดพอร์ต MAGURO 14 แบรนด์ จากร้านญี่ปุ่น ขยายอาณาจักรสู่อาหารไทย-อีสาน
เปิดพอร์ตร้านอาหารเครือ “มากุโระ” (MAGURO) 14 แบรนด์ จากร้านญี่ปุ่น สู่อาหารอีสาน-ขนมหวาน วางเป้า Food Culture Platform สร้าง S-Curve ใหม่ๆ ให้ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
ถ้าพูดถึง “มากุโระ” (MAGURO) ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นร้านอาหารญี่ปุ่น แต่มาถึงวันนี้ มากุโระ ไม่ได้โฟกัสเพียงแค่ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น แต่กำลังขยายพอร์ตไปยังอาหารหลากหลายประเภทมากขึ้น ตั้งแต่ชาบู ปิ้งย่างเกาหลี ทงคัตสึ อาหารไทย-อีสาน ไปจนถึงของหวาน
มากุโระเริ่มธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นมากว่า 7-8 ปี ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มแบรนด์ใน เครือหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กลายเป็นบริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
โดยปัจจุบันมีแบรนด์รวม 14 แบรนด์ในกลุ่มร้านอาหารญี่ปุ่นและเอเชีย มีทั้ง MAGURO, HITORI SHABU, HITORI SUKIYAKI และ SSAMTHING TOGETHER มีการนำแบรนด์จากญี่ปุ่นเข้ามาเพิ่มเช่น TONKATSU AOKI และ IPPE KOPPE ส่วนตลาดพรีเมียมก็มี MAGURO Kappou และ KAITEN SUSHI GINZA ONODERA ซึ่งเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ช่วงหลังบริษัทเริ่มขยายออกนอกตลาดเดิมมากขึ้น โดยลงมาเล่นร้านอาหารที่เข้าถึงง่ายและมีรูปแบบเฉพาะตัว เช่น ช็อปแมน ข้าวมันไก่, COUCOU อาหารสไตล์ตะวันตก , BINCHO เน้นอาหารเซ็ต โชว์ศิลปะย่างปลาแบบวัฒนธรรมญี่ปุ่น และ KIWAMIYA เบอร์เกอร์สเต็ก รวมถึง “หลาย” (Laii) ร้านอาหารไทย-อีสานร่วมสมัยที่พึ่งประกาศเปิดตัวล่าสุด
และเดือนตุลาคมนี้ยังเตรียมเปิดตลาดใหม่ด้วยอาเกะซัง (Age.3) แบรนด์ของหวานจากญี่ปุ่นในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยขายแซนโดะทอดหรือขนมปังทอดสอดไส้วิปครีม และมีท็อปปิ้งให้เลือกประมาณ 40 SKU
เหตุผลขยายหลายแบรนด์ “จักรกฤติ สายสมบูรณ์” ผู้บริหารของมากุโระ กรุ๊ป เคยบอกว่า เพราะบริษัทไม่ได้ต้องการพึ่งรายได้จากร้านอาหารประเภทเดียว โดยแต่ละแบรนด์ถูกวางไว้คนละตลาด ตั้งแต่ร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม ไปจนถึงอาหารจานเดียว สตรีทฟู้ด และของหวาน ทำให้สามารถจับลูกค้าและโอกาสการกินที่ต่างกัน
ทั้งนี้ แนวคิดการแตกแบรนด์ใหม่ เขายังเคยบอกว่า จะช่วยให้บริษัทสามารถเข้าไปในตลาดใหม่ ขยาย Market Size และสร้างแนวทางการเติบโตที่ต่อยอดได้
อย่างไรก็ตาม การแตกแบรนด์ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อจุดขายหรือความแตกต่างไม่ชัดเจน อาจทำให้เสียโฟกัสของแบรนด์หลัก และหากแบรนด์ใหม่ไม่ตอบโจทย์ตลาด จะเสียเวลาและทรัพยากร รวมถึงกระทบต่อแบรนด์หลักได้
ก่อนหน้านี้ “จักรกฤติ” ยังเคยอธิบายแนวทางของบริษัทเอาไว้ว่า ต้องการพัฒนาองค์กรไปเป็น Food Culture Platform และสร้าง S-Curve ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สิ่งที่เห็นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นการเพิ่มแบรนด์ใหม่มากกว่าการขยายสาขาของแบรนด์เดิมเพียงอย่างเดียว
อย่างการทำแบรนด์ "หลาย" คือคำตอบของมากุโระต่อตลาดร้านอาหารไทยที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศ ไม่ใช่แค่การเพิ่มแบรนด์ใหม่ในพอร์ตบริษัท แต่คือก้าวสำคัญที่วางแผนและศึกษาตลาดมาเกือบ 2 ปี เพื่อผลักดันมากุโระกรุ๊ปให้เป็นมากกว่าผู้เชี่ยวชาญอาหารญี่ปุ่น
โดยเลือกส้มตำและอาหารอีสานเป็นหมัดเด็ดแรกในการบุกตลาดนี้ เพราะเป็นเมนูที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราคุ้นเคยและรับประทานอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน
นอกจากนั้นยังมีอาหารไทยและเมนูจานเดียวหลากหลาย ตอบโจทย์ทั้งพนักงานออฟฟิศที่มีเวลาจำกัด ไปจนถึงมื้อครอบครัวอย่างกุ้งแม่น้ำและต้มยำ ให้ครบทุกโอกาสการรับประทาน
ครึ่งปีแรกโกยรายได้พันล้าน
ด้านผลประกอบการ มากุโระ รายงานผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาสที่ 2 และครึ่งปีแรกของปี 2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 1,138.6 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 32.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เมื่อพิจารณาเฉพาะไตรมาส 2 ปี 2569 มากุโระ มีรายได้รวม 578 ล้านบาท เติบโต 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (2Q68) และเพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อนหน้า (1Q69) ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 40 ล้านบาท เติบโต 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อนหน้า
โดยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาเครือมากุโระได้เปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้นถึง 13 สาขา จาก 45 สาขาในไตรมาส 2 ปี 2568 เป็น 58 สาขาในไตรมาส 2 ปี 2569 คิดเป็นจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นถึง 29%
ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักทำให้รายได้ไตรมาสนี้เติบโตได้ถึง 29% แม้ว่ายอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) จะยังคงอ่อนตัวลงราว 6% ตามกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ฐานลูกค้าใหม่ที่ขยายตัวจากสาขาและแบรนด์ใหม่ในเครือ ช่วยชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ทำให้ภาพรวมผลประกอบการยังคงเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง
ด้านความสามารถในการทำกำไร มากุโระ รายงานว่า ยังคงเดินหน้าทำแคมเปญโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดขายและสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ใหม่ในเครืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าในระยะยาว
โดยสามารถดึงดูดลูกค้าใหม่และสร้างความคุ้นเคยกับแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 48.3% ลดลงเล็กน้อยจาก 48.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 286 ล้านบาท เติบโต 38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไร EBITDA ที่ 25.1% ตอกย้ำพื้นฐานการดำเนินธุรกิจที่มั่นคง
จักรกฤติ กล่าวเสริมว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี2569 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนสำคัญจากแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเตรียมเปิดสาขาใหม่อีกหลายสาขาในไตรมาสนี้
นำโดย "Kaiten Sushi Ginza Onodera" ร้านซูชิสายพานระดับพรีเมียมจากเครือ ONODERA GROUP ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 7 ถือเป็นแฟลกชิพสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย รองรับลูกค้าได้สูงสุดถึง 30,000 คนต่อเดือน ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเกินคาดตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ
โดยปัจจุบันมียอดจองที่นั่งเต็มต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกันยายนนี้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาแบรนด์ของตัวเองเพื่อขยายสู่การเป็นเครือร้านอาหารครบวงจร
ส่วนจำนวนสาขา ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 58 สาขา เพิ่มจาก 45 สาขาในช่วงเดียวกันของปีก่อน
จากร้านอาหารญี่ปุ่นที่เป็นจุดเริ่มต้น วันนี้มากุโระจึงกำลังกลายเป็นกลุ่มร้านอาหารที่มีตั้งแต่ซูชิ ชาบู ปิ้งย่าง ทงคัตสึ อาหารจานเดียว อาหารอีสาน ไปจนถึงของหวาน ครบวงจร
สรุป 14 แบรนด์ในเครือ
- MAGURO
- Hitori Shabu
- HITORI SUKIYAKI
- SSAMTHING Together
- COUCOU
- Tonkatsu AOKI
- BINCHO
- IPPE KOPPE
- MAGURO Kappou
- KAITEN SUSHI GINZA ONODERA
- KIWAMIYA
- Chopman (ข้าวมันไก่)
- Laii (หลาย)
- Age.3 (อาเกะซัง)







