
“พชร นริพทะพันธุ์” แนะรัฐตอบ 3 โจทย์ ก่อนปรับภาษีรถยนต์รับยุค EV
“พชร นริพทะพันธุ์” ชี้ EV ราคาจับต้องได้และคุณภาพสูงขึ้น แต่รัฐต้องวางแผนรายได้ภาษี ติดตามเงินออมผู้บริโภค และรักษาฐานผลิตรถที่ไทยยังแข่งขันได้
KEY
POINTS
- รัฐบาลต้องหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อทดแทนภาษีสรรพสามิตรถยนต์และภาษีน้ำมันที่ลดลงจากการเปลี่ยนไปใช้รถ EV เพื่อไม่ให้กระทบงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน
- พิจารณาว่าเงินที่ผู้บริโภคประหยัดจากการซื้อรถ EV จะถูกนำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้จริงหรือไม่ หรือจะไหลออกไปกับการซื้อสินค้านำเข้าอื่น
- ไทยควรรักษาและพัฒนาตลาดรถยนต์ที่ยังมีความสามารถในการแข่งขัน เช่น รถกระบะและรถเพื่อการพาณิชย์ ไม่ควรมุ่งเน้นส่งเสริมเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล
นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เสนอรัฐบาลพิจารณา 3 ประเด็นสำคัญให้ชัดเจน ก่อนเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมเตือนว่าหากนโยบายขาดความรอบคอบ อาจแก้ปัญหาหนึ่งแต่สร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม
นายพชรระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทในตลาดไทยและอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจต่อรองในอุตสาหกรรม โดยผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากราคารถที่เข้าถึงง่ายและคุณภาพที่พัฒนาขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเดิมยังต้องปรับตัวทั้งด้านราคาและนวัตกรรม
ความได้เปรียบของ EV ในตลาดไทยยังมีพื้นฐานจากโครงสร้างภาษีภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน หรือ ACFTA ซึ่งกำหนดให้รถยนต์ไฟฟ้าล้วนเป็นสินค้าปกติและได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าจากจีนมาตั้งแต่ปี 2553 ขณะที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป รถไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหวสูง จึงลดภาษีได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 50
สำหรับ 3 ประเด็นที่รัฐบาลควรพิจารณา ประกอบด้วย
ประการแรก การหาแหล่งรายได้ทดแทนภาษีสรรพสามิต เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ทำให้รายได้รัฐลดลงทั้งจากภาษีรถยนต์ตามมาตรการส่งเสริม และภาษีน้ำมันที่หายไปตามการใช้งานรถสันดาป หากไม่มีแผนรองรับ อาจกระทบงบประมาณดูแลถนน สาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว
ประการที่สอง ต้องติดตามว่าเงินที่ผู้บริโภคประหยัดได้จากการซื้อรถราคาถูกลง ถูกนำไปใช้จ่ายหรือลงทุนในภาคส่วนใด และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่ หากส่วนต่างดังกล่าวไหลไปซื้อสินค้านำเข้าอื่น อาจไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศตามที่คาดหวัง
ประการที่สาม ไทยควรรักษาและพัฒนาตลาดเฉพาะที่ยังมีศักยภาพแข่งขัน เช่น รถบรรทุกขนาดใหญ่ รถกระบะ และรถเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเทคโนโลยี EV ยังมีข้อจำกัดด้านระยะทางและภาระบรรทุก จึงเป็นโอกาสรักษาฐานการผลิตเดิม พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยไม่มุ่งส่งเสริมเฉพาะรถ EV สำหรับผู้โดยสาร
นายพชรมองว่า อินโดนีเซียกำลังได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของตลาดยานยนต์เช่นกัน แต่ไทยไม่จำเป็นต้องวิตกเกินไป เพราะยังมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่ง หากสามารถกำหนดนโยบายที่สร้างสมดุลระหว่างการค้า คุณภาพสินค้า รายได้ภาครัฐ และกำลังซื้อของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน







