
คลัง จ่อถก ส.ค้าทองคำ ปมเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะทองออนไลน์ เร่งตามธุรกรรมสกัดทุนเทา
“เอกนิติ” มอบปลัดคลังหารือสมาคมค้าทองคำภายในสัปดาห์นี้ ศึกษาภาษีธุรกิจเฉพาะซื้อขายทองออนไลน์ หวังเห็น Transaction ชัด สกัดทุนเทาใช้ช่องโหว่ซื้อขายทองคำ
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมหารือกับสมาคมค้าทองคำเพื่อพิจารณาแนวทางจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการซื้อขายทองคำ โดยเฉพาะการซื้อขายออนไลน์ที่ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง
- เป้าหมายหลักของการเก็บภาษีไม่ใช่เพื่อสร้างรายได้ แต่เพื่อออกแบบระบบให้ภาครัฐสามารถติดตามธุรกรรมการซื้อขายทองคำได้อย่างชัดเจนตามมาตรฐานสากล
- มาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันและสกัดกั้นกลุ่มทุนสีเทาที่อาจใช้ช่องทางการซื้อขายทองคำในการเคลื่อนย้ายหรือซ่อนเงินผิดกฎหมาย
เป็นประเด็นที่ต้องจับตา หลังกระทรวงการคลังเตรียมหารือกับสมาคมค้าทองคำภายในสัปดาห์นี้ เพื่อพิจารณาแนวทางติดตามธุรกรรมซื้อขายทองคำ รวมถึงแนวทางจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการซื้อขายทองคำออนไลน์ โดยเฉพาะธุรกรรมที่ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง (Non-physical delivery) หลังพบว่าการซื้อขายทองคำอาจเป็นอีกช่องทางที่กลุ่มทุนเทาใช้ในการเคลื่อนย้ายหรือซ่อนเงิน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ได้มอบหมายให้นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นตัวแทนหารือกับสมาคมค้าทองคำภายในสัปดาห์นี้ หลังจากสมาคมค้าทองคำได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปแล้ว เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและพิจารณาแนวทางที่เหมาะสม
เนื่องจากเรื่องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยต้องพิจารณาทั้งแนวทางติดตามธุรกรรม (Transaction) และความเป็นไปได้ในการใช้มาตรการภาษี เพื่อให้ภาครัฐสามารถรับรู้และติดตามธุรกรรมซื้อขายทองคำได้ชัดเจนขึ้น
“วันนี้ไม่มีใครรู้เท่าไหร่ว่า ทองคำใครซื้อ ใครขายอย่างไร จึงจำเป็นต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้ภาครัฐสามารถเห็นธุรกรรมเหล่านี้ได้ชัดเจนขึ้น โดยหากมีการนำมาตรการด้านภาษีมาใช้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจัดเก็บในอัตราที่สูง แต่เป็นการออกแบบระบบเพื่อให้สามารถติดตามธุรกรรมได้ ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล เราไม่ได้ตั้งใจจะเก็บเยอะ ตั้งใจที่จะเก็บให้รู้ Transaction ซึ่งก็เป็นมาตรฐานสากล”
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดแนวทางติดตามธุรกรรมซื้อขายทองคำ รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบธุรกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยประเด็นที่พิจารณาครอบคลุมทั้งการซื้อขายทองคำในตลาด และการนำเข้าทองคำที่ไม่ได้ถูกนำไปแปรรูปเป็นทองรูปพรรณ แต่ถูกนำมาใช้เพื่อการซื้อขายหรือเก็งกำไร ขณะที่ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับอัตราหรือรูปแบบการจัดเก็บ จึงต้องหารือกับสมาคมค้าทองคำและภาคธุรกิจ เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสม
นายเอกนิติ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องพิจารณาเรื่องนี้ เนื่องจากคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับ Data Bureau และการติดตามพฤติกรรมทางธุรกรรม พบความพยายามใช้ช่องทางการซื้อขายทองคำเป็นส่วนหนึ่งของธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มมิจฉาชีพหรือทุนเทา จึงจำเป็นต้องดูว่ามีช่องโหว่ตรงไหนและจะปิดช่องทางเหล่านี้ได้อย่างไร
ทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงให้ความสำคัญกับการติดตาม Transaction โดยไม่ได้มองเฉพาะเรื่องการจัดเก็บรายได้ แต่ต้องการให้ภาครัฐมีข้อมูลธุรกรรมที่ชัดเจนขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันและปราบปรามทุนเทา
นายเอกนิติ ย้ำว่า การดำเนินการจะต้องคำนึงถึงความสมดุล ไม่ให้มาตรการกระทบต่อธุรกิจทองคำหรือทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำ โดยรัฐบาลไม่ได้ต้องการจัดเก็บภาษีในระดับสูง แต่ต้องการปิดช่องโหว่ที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการเคลื่อนย้ายเงิน
รัฐบาลจำเป็นต้องดูภาพรวมทั้งหมด เพราะทุนเทาอาจเข้ามาใช้ช่องทางที่ประเทศไทยมีช่องโหว่เพื่อสะสมหรือเคลื่อนย้ายเงิน ดังนั้น การกำกับธุรกรรมจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดทองคำ แต่จะพิจารณาสินทรัพย์และช่องทางอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงด้วย เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เพื่อสกัดกั้นกลุ่มทุนสีเทา
สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลก็เป็นอีกส่วนที่หน่วยงานกำกับดูแลให้ความสำคัญ โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ธปท. มีการทำงานร่วมกันในการติดตาม Transaction เช่นเดียวกัน







