
สันติธาร ชำแหละไทยขาดดุล 6 แสนล้าน ชี้พลังงานจุดเปราะ ลงทุนยังแกร่ง
สันติธารชี้ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 พลิกขาดดุล 6 แสนล้านบาท ต้องแยกให้ชัดเงินไหลออกจากอะไร ห่วงพลังงานยังเป็นจุดเปราะ ขณะที่นำเข้าเครื่องจักรจากการลงทุนใหม่ยังเป็นสัญญาณบวก
KEY
POINTS
- ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้านบาทในไตรมาส 2 โดยนายสันติธารชี้ว่าต้องพิจารณาที่คุณภาพของเงินที่ไหลออก
- สาเหตุที่น่ากังวลที่สุดคือการนำเข้าพลังงาน ซึ่งสะท้อนถึงจุดเปราะบางด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
- อย่างไรก็ตาม การขาดดุลบางส่วนเป็นสัญญาณบวกจากการนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุน ซึ่งสอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนที่ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 มีอีกตัวเลขที่ต้องจับตา เมื่อดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุลสูงถึง 6 แสนล้านบาท หรือราว 12% ของ GDP ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง มองว่า การอ่านตัวเลขนี้ต้องลงไปดูรายละเอียดว่าเงินที่ไหลออกเกิดจากอะไร เพราะ “ขาดดุล” ไม่ได้แปลว่า “ขาดทุน” และเงินที่ไหลออกจากประเทศก็ไม่ได้เป็นเรื่องลบทั้งหมด โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วน ทั้งเรื่องที่น่าเป็นห่วง เรื่องที่ต้องติดตาม และเรื่องที่อาจเป็นสัญญาณบวก
ส่วนแรกที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ พลังงาน เพราะสะท้อนว่าความมั่นคงทางพลังงานยังเป็นจุดเปราะบางของไทย จากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง ในไตรมาส 2 ไม่ได้มีเพียงราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่ยังมีการนำเข้าเพิ่มเพื่อเก็บสต๊อกและรองรับความมั่นคงด้านพลังงาน ทำให้เงินไหลออกในส่วนนี้เพิ่มขึ้นและกดดันดุลบัญชีเดินสะพัด
“ที่น่าเป็นห่วงมากคือเรื่องของพลังงาน มันสะท้อนถึงความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยที่เป็นจุดเปราะบางมากๆ เพราะเรานำเข้าพึ่งพาซื้อจากต่างประเทศมากๆ ”
ส่วนที่สองคือ การนำเข้าสินค้ากลางและชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ มองว่ายังไม่ถึงขั้นต้องตระหนก แต่ต้องติดตามว่าการนำเข้าเหล่านี้จะลดลงได้หรือไม่ในระยะยาว
เหตุผลคือ อุตสาหกรรมใหม่ที่เข้ามาลงทุนในไทยยังมีสินค้าและชิ้นส่วนบางประเภทที่ไทยผลิตเองไม่ได้ จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันการส่งออกของอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็ขยายตัวตามไปด้วย
“ระยะสั้นมันเข้าใจได้ ทุกประเทศเป็นอย่างนี้หมด เพราะว่าเรายังผลิตไม่ได้ แต่ถ้า 2-3-4 ปีต่อไปข้างหน้าเรายัง Import เหมือนเดิม อันนี้มีปัญหาแล้ว”
ดังนั้น ช่วงแรกของการลงทุนอาจเห็นการนำเข้าสินค้ากลางและชิ้นส่วนจำนวนมาก แต่เมื่ออุตสาหกรรมเริ่มตั้งหลัก ควรเห็นผู้ผลิตและซัพพลายเออร์เข้ามาตั้งฐานในไทยมากขึ้น เพื่อเพิ่มการผลิตและมูลค่าเพิ่มในประเทศ
ส่วนที่สามคือ การนำเข้าสินค้าทุน เครื่องจักร และอุปกรณ์เพื่อการลงทุน ซึ่งอาจเป็นการขาดดุลที่เป็นสัญญาณบวก เพราะเกิดขึ้นพร้อมกับการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 13.4% ในไตรมาส 2 สูงที่สุดในรอบประมาณ 13 ปี แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัวลง
การลงทุนใหม่จำเป็นต้องนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยี และอุปกรณ์จากต่างประเทศ เพราะไทยยังผลิตได้ไม่ครบทั้งหมด เงินที่ไหลออกในส่วนนี้จึงไม่ได้หมายถึงเงินที่สูญหาย แต่เป็นการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อสร้างโรงงานและกำลังการผลิตใหม่ในประเทศ
“อาจจะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำไป คือการลงทุน พวกสินค้าทุนทั้งหลาย พวกเครื่องจักร อุปกรณ์ที่เรานำเข้ามา เพราะเรากำลังสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ เรากำลังสร้างโรงงานใหม่ในประเทศ พวกนี้มันจะสอดคล้องกับการจ้างงาน มันจะสอดคล้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ”
ดังนั้นการขาดดุลจึงต้องดูที่คุณภาพ ของเงินที่ไหลออก หากเกิดจากการนำเข้าเพื่อสร้างกำลังการผลิตและการลงทุนใหม่ อาจเป็นเรื่องที่ดี แต่หากเป็นการนำเข้าที่สะท้อนความเปราะบางและเกิดซ้ำต่อเนื่อง ก็เป็นโจทย์ที่ต้องเร่งแก้
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่มีเงินลงทุนเข้ามาเท่าไร แต่ต้องติดตามต่อว่าเงินลงทุนเหล่านั้นสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากแค่ไหน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ควรค่อย ๆ เชื่อมโยงกับผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ไทย เพิ่มการจ้างงาน และพัฒนาทักษะแรงงานในประเทศ
หากผ่านไป 2-4 ปีแล้วไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าและชิ้นส่วนในสัดส่วนเดิม สุดท้ายก็ต้องกลับมาประเมินว่าการลงทุนเหล่านั้นสร้างประโยชน์และมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้มากพอหรือไม่







