
สมาคมค้าทองคำ จ่อถกคลังสัปดาห์หน้า ค้านเก็บภาษี-ดันไทยสู่ Gold Hub
สมาคมค้าทองคำ เตรียมถกคลังปลาย ส.ค.นี้ ค้านเก็บภาษีทองคำ เสนอรัฐหนุนระบบซื้อขายด้วย USD หวังดันไทยเป็น Gold Hub ภูมิภาคเทียบชั้นสิงคโปร์ กระตุ้น GDP
KEY
POINTS
- สมาคมค้าทองคำมีกำหนดเข้าพบกระทรวงการคลังในสัปดาห์หน้า คัดค้านแนวคิดการจัดเก็บภาษีทองคำ
- เสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การซื้อขายด้วยสกุลดอลลาร์ เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำ (Gold Hub)
- การหารือนี้เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากการประชุมกับ ธปท. ซึ่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้เงินสดปริมาณมากในการซื้อขายทองคำ
การเก็บภาษีทองคำกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง เมื่อสมาคมค้าทองคำสมาคมค้าทองคำเตรียมเข้าหารือกับกระทรวงการคลังในสัปดหน์หน้า หรือในช่วงปลายเดือน ส.ค.2569 โดยเฉพาะกรณีแนวคิดในการจัดเก็บภาษีทองคำ หลังจากเข้าหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด ระบุว่า ในสัปดาห์หน้า สมาคมค้าทองคำมีกำหนดเข้าพบ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ อาทิ การคัดค้านการเก็บภาษีทองคำ โดยทางสมาคมฯ ต้องการชี้แจงว่าไม่ควรมีการเก็บภาษีทองคำ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม
รวมไปถึงการสร้างความเข้าใจเรื่องบทบาทของทองคำต่อเศรษฐกิจ โดยสมาคมฯ ต้องการให้ภาครัฐเห็นความสำคัญว่าทองคำเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างกระแสเงินหมุนเวียน (Flow) และเสริมความแข็งแกร่งให้กับค่าเงินบาทของประเทศ
นอกจากนี้ สมาคมฯ ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่เอื้อต่อการซื้อขายทองคำในรูปแบบสกุลดอลลาร์ (USD) ให้สะดวกยิ่งขึ้นสำหรับประชาชน
ขณะเดียวกัน ทางสมาคมฯ ต้องการความชัดเจนและการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในระดับภูมิภาคและก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำ (Gold Hub) เช่นเดียวกับสิงคโปร์หรือฮ่องกง ซึ่งจะส่งผลดีต่อ GDP ของประเทศ
โดยการเข้าหารือครั้งนี้เป็นการดำเนินการต่อเนื่องหลังจากที่ทางสมาคมฯ ได้เข้าหารือกับ ธปท. ไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ทาง ธปท. ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้เงินสดในวอลุ่มที่สูงเกินไปและต้องการให้มีการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งทางสมาคมฯ มองว่าอาจกระทบต่อกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่อาจหนีไปลงทุนในตลาดต่างประเทศแทน







