posttoday
“ยศชนัน-เจ้าสัวธนินท์” เปิดห้องเรียน สร้างคนใช้ AI เป็น แก้โจทย์ธุรกิจหน้างาน

“ยศชนัน-เจ้าสัวธนินท์” เปิดห้องเรียน สร้างคนใช้ AI เป็น แก้โจทย์ธุรกิจหน้างาน

14 สิงหาคม 2569

CP เปิดห้องเรียน “CP-CoEX” นำร่องหลักสูตร AI ปั้นผู้นำ แก้โจทย์ธุรกิจ "เจ้าสัวธนินท์" ปลุกคน CP ใช้ AI เป็น ด้าน “ยศชนัน” ชู AI พลิกเศรษฐกิจไทย ดันเกษตร-การแพทย์-Deep Tech

KEY

POINTS

  • CP เปิดห้องเรียน “CP-CoEX” นำร่องหลักสูตร AI ปั้นผู้นำ แก้โจทย์ธุรกิจ
  • "เจ้าสัวธนินท์" ปลุกคน CP ใช้ AI เป็น ยันไม่แย่งงานคน แต่จะสร้างเถ้าแก่เต็มเมือง
  • ด้าน “ยศชนัน” ชี้ AI พลิกเศรษฐกิจไทย ดันเกษตร-การแพทย์-Deep Tech

ในยุคที่ AI เข้ามาเปลี่ยนโลกธุรกิจอย่างรวดเร็ว “คน” กลายเป็นกุญแจสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยี เพราะต่อให้มี AI ที่เก่งแค่ไหน แต่ถ้าคนใช้ไม่เป็น ก็สร้างมูลค่าให้ธุรกิจไม่ได้

 

นี่จึงกลายเป็นหนึ่งในแนวคิดที่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินหน้าสร้างคนควบคู่กับสร้างนวัตกรรม ผ่าน “ศูนย์นวัตกรรมความเป็นเลิศซีพี” หรือ CP Innovation Center of Excellence (CPIC) พื้นที่เรียนรู้และสร้างนวัตกรรมที่เปิดให้ทั้งนักศึกษา คนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการ ไปจนถึงผู้บริหารและองค์กรเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งได้ยกระดับบทบาทสู่แพลตฟอร์มด้านนวัตกรรม การเรียนรู้ และการสร้างขีดความสามารถแห่งอนาคต 

 

พร้อมขับเคลื่อน “CP-CoEX” (Center of Excellence × Exponential) สู่ Global Learning & Innovation Platform เชื่อมองค์ความรู้ระดับโลก เทคโนโลยี ผู้นำธุรกิจ มหาวิทยาลัย และโจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม 

 

“ยศชนัน-เจ้าสัวธนินท์” เปิดห้องเรียน สร้างคนใช้ AI เป็น แก้โจทย์ธุรกิจหน้างาน

 

หนึ่งในหลักสูตรนำร่องคือ “CP-CoEX” : AI Business Accelerator” ที่ไม่ได้สอนแค่การใช้ AI แต่เริ่มจากโจทย์ธุรกิจจริง ให้ผู้เรียนทำงานร่วมกับองค์กรและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำ AI ไปแก้ปัญหาและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง

 

 

หลักสูตรนี้ยังดึงทั้งผู้นำธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายเข้ามาร่วมถ่ายทอดมุมมอง เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจทั้งภาพใหญ่ของประเทศและการนำ AI ไปใช้ในโลกธุรกิจ

 

สอดคล้องกับเป้าหมายของ CP ไม่ใช่แค่สร้างคนที่ “ใช้ AI เป็น” แต่ต้องการสร้าง Future Leaders ที่เปลี่ยน AI ให้กลายเป็นนวัตกรรม ธุรกิจใหม่ และความสามารถในการแข่งขันได้จริง

 

  • AI เครื่องมือที่ต้องใช้ให้เป็น

 

“ธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับทิศทางของเทคโนโลยีและการปรับตัวของธุรกิจในยุค เอไอ (AI) ในหัวข้อ “Future Ready Leader (AI Leadership Development)” ระบุว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะธุรกิจของเครือซีพี ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตร อุตสาหกรรม ธุรกิจบริการ โทรคมนาคม สื่อ ไปจนถึงด้านสุขภาพและการแพทย์ 

 

อย่างไรก็ตาม AI เป็นเทคโนโลยีที่มนุษย์คิดค้นและสร้างขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์นำไปใช้ แต่เมื่อ AI ได้รับข้อมูลจำนวนมหาศาลและสามารถประมวลผล เชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลได้มากขึ้น ก็อาจให้คำตอบหรือสร้างผลลัพธ์ที่เหนือกว่าสิ่งที่มนุษย์คาดคิด จนบางครั้งแม้แต่ผู้สร้างเองก็ยังรู้สึกประหลาดใจ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า AI กำลังเรียนรู้และพัฒนาไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ

 

“ธนินท์ เจียรวนนท์”

 

 

  • AI vs มนุษย์ 

 

“ธนินท์” มองว่า ในอนาคต AI อาจสามารถคิดหรือค้นพบสิ่งที่อยู่นอกเหนือกรอบความคิดของมนุษย์ได้ แต่เชื่อว่ามนุษย์ยังคงมีความได้เปรียบ เพราะมนุษย์มีจิตวิญญาณและความสามารถในการสร้างสรรค์ 

 

ขณะที่ข้อจำกัดสำคัญของมนุษย์คือมีอายุขัยจำกัด ต่างจาก AI ที่สามารถเก็บรักษาความรู้และข้อมูลไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

 

ดังนั้น สิ่งสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ใช่การปล่อยให้ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่คือการทำให้มนุษย์สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเครือซีพีจำเป็นต้องเร่งสร้างบุคลากรให้เข้าใจและใช้ AI เป็น ตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงพนักงานทุกระดับ

 

“ผมจึงคิดว่าจากนี้ไปเครือเจริญโภคภัณฑ์จะต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ให้ AI ทิ้งเราไว้ข้างหลัง ต้องสร้างคนของซีพีให้เข้าใจ และใช้ AI ให้เป็น และต้องสร้างความเข้าใจเรื่อง AI ในทุกระดับ”

 

“ยศชนัน-เจ้าสัวธนินท์” เปิดห้องเรียน สร้างคนใช้ AI เป็น แก้โจทย์ธุรกิจหน้างาน

 

  • AI ไม่ทำให้ตกงาน

 

“ธนินท์” กล่าวด้วยว่า AI จะเข้ามาช่วยยกระดับศักยภาพของมนุษย์ ทำให้คนทั่วไปสามารถทำงานได้เก่งขึ้น ขณะที่คนที่จะก้าวขึ้นมาโดดเด่นกว่าคนอื่น คือผู้ที่สามารถนำความสามารถของ AI มาผสานกับความคิดและศักยภาพของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ส่วนคำถามว่า AI จะเข้ามาทำให้คนตกงานหรือไม่นั้น “ธนินท์” มองว่า AI ไม่ได้มีแต่ด้านที่จะเข้ามาทดแทนแรงงาน แต่จะเปิดโอกาสให้คนจำนวนมากสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น

 

“AI จะทำให้คนตกงานไหม ผมคิดว่าไม่ครับ AI จะทำให้เถ้าแก่ เจ้าของบริษัทเต็มบ้านเต็มเมือง คนหนึ่งก็ทำตั้งบริษัทได้ ทั้งกฎหมาย AI ก็พร้อม ทั้งบัญชี เพียงแต่เรื่องบริหารเงินนี่ AI จะเก่งพอหรือเปล่า คนอาจจะเก่งกว่า แต่คนก็ยังต้องใช้ AI มาบริหารเงินก็ได้”

 

“ธนินท์” มองว่า ในอนาคตคนเพียงคนเดียวอาจสามารถสร้างและบริหารธุรกิจได้ โดยมี AI เข้ามาช่วยดูแลงานหลายด้าน ตั้งแต่กฎหมาย บัญชี การซื้อขายสินค้า ไปจนถึงการให้บริการ ทำให้ข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจลดลงอย่างมาก

 

ดังนั้น แม้การเปลี่ยนแปลงจาก AI ในช่วงแรกอาจสร้างแรงกระทบต่อธุรกิจ และตลาดแรงงาน แต่ในระยะยาวจะนำไปสู่การสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่และเกิดตำแหน่งงานใหม่ตามมา

 

“แต่อย่างไรก็ตาม ผมอยู่ในฐานะผู้ผลิต ธุรกิจของผมทำตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ผมจึงมองว่า การผลิตยังเป็นเรื่องสำคัญมาก

 

เพราะไม่ว่าธุรกิจจะเติบโตหรือขายได้มากแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องกลับมาที่การผลิต ยิ่งคนซื้อเยอะ ยิ่งขายได้มาก ก็ยิ่งต้องผลิตมากขึ้น ของที่จับต้องได้สุดท้ายหนีไม่พ้นผู้ผลิต แต่ผู้ผลิตเองก็ต้องเข้าใจว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน” 

 

“ยศชนัน-เจ้าสัวธนินท์” เปิดห้องเรียน สร้างคนใช้ AI เป็น แก้โจทย์ธุรกิจหน้างาน

 

  • จาก “วินาทีทอง” กลายเป็น “เสี้ยววินาที”

 

"ธนินท์" กล่าวว่า สมัยก่อนเราพูดถึง “นาทีทอง” หรือ “วินาทีทอง” แต่วันนี้กลายเป็น “เสี้ยววินาทีทอง” และต่อไปอาจเร็วมากกว่านั้นอีก เมื่อโลกเปลี่ยนเร็ว ความรู้ก็เปลี่ยนเร็วขึ้น มีความรู้ใหม่เกิดขึ้นมากขึ้น 

 

ขณะเดียวกันสินค้าที่ล้าสมัยก็ถูกแทนที่เร็วขึ้น ผู้ผลิตจึงต้องก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้จักใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ รวมถึงใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ผลิตให้ได้มากขึ้น ต้นทุนถูกลง เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้

 

  • ปรับโครงสร้างซีพี เน้น "ความเร็ว" 

 

ดังนั้น ในฐานะผู้ผลิตอย่างเครือซีพี มีทางเดียวคือต้องใช้ AI และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้สินค้า “ดีขึ้นและราคาถูกลง” อย่างต่อเนื่อง เพราะยิ่งเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว การผลิตก็ต้องเปลี่ยนเร็วตามไปด้วย

 

“ผมยังเชื่อมั่นว่า ตราบใดที่เป็นสินค้าที่จับต้องได้ ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องการผลิต ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรที่ใช้ผลิตสินค้า การใช้ AI ควบคุมและดูแลเครื่องจักร หรือการใช้หุ่นยนต์เข้ามาทำงาน เพราะสุดท้ายหุ่นยนต์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิต”

 

“ยศชนัน-เจ้าสัวธนินท์” เปิดห้องเรียน สร้างคนใช้ AI เป็น แก้โจทย์ธุรกิจหน้างาน

 

อีกเรื่องหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “โลจิสติกส์” เพราะสินค้าที่จับต้องได้ไม่สามารถส่งผ่านออนไลน์ได้ สินค้าต้องเดินทางจากผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภค อาจขนส่งด้วยรถยนต์ เครื่องบิน หรือเรือ และสุดท้ายก็ต้องมีคนหรือระบบที่ทำให้สินค้าถึงมือผู้ที่ต้องการ

 

ดังนั้น การขนส่งในอนาคตจะต้องตอบโจทย์เรื่องความเร็วมากขึ้น ทำอย่างไรให้ส่งได้เร็วที่สุด ใช้เส้นทางสั้นที่สุด และเตรียมระบบให้พร้อม เพราะเมื่อคนต้องการซื้อสินค้าแล้ว เขาก็ต้องการได้รับสินค้าเร็วขึ้นเรื่อย ๆ

 

สุดท้ายแล้ว การทำงานในอนาคตต้อง “เร็วและมีคุณภาพ” จะบอกว่าทำช้าหน่อยเพราะต้องการรักษาคุณภาพ ก็อาจไม่เพียงพอ เพราะโลกกำลังเดินเร็วขึ้นเรื่อย ๆ

 

มนุษย์จึงต้องใช้ AI เป็นเครื่องมือในการต่อยอดศักยภาพของตัวเอง ยิ่ง AI เก่งขึ้น มนุษย์ก็ยิ่งสามารถต่อยอดจากความสามารถของ AI ได้มากขึ้น และควรใช้ AI หลาย ๆ ตัวมาเปรียบเทียบข้อมูล เพื่อให้ได้คำตอบที่ดีที่สุด

 

ดังนั้น เครือเจริญโภคภัณฑ์ต้องสร้างคนทุกระดับให้รู้จักและใช้ AI เป็น ผมเชื่อว่าในอนาคตโครงสร้างขององค์กรอาจเหลือระดับการบริหารน้อยลง จากเดิมที่มีหลายระดับ อาจเหลือเพียง 2 ระดับ

 

เพราะ AI และระบบข้อมูลการสื่อสารทำให้การทำงานและการตัดสินใจรวดเร็วขึ้นมาก

 

ลองย้อนกลับไปในสมัยโบราณ เวลามีสงคราม หากต้องส่งข่าวจากพื้นที่รบมายังเมืองหลวง บางครั้งต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเดินทางมาถึง แต่วันนี้ข้อมูลสามารถส่งผ่านดาวเทียมได้ภายในเสี้ยววินาที และไม่ได้ส่งมาเพียงข้อความ แต่สามารถเห็นภาพสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงได้ด้วย

 

ดังนั้น การตัดสินใจในอนาคตจะรวดเร็วกว่าสมัยก่อนมาก และคนที่อยู่ “หน้างาน” จะยิ่งมีความสำคัญ เพราะเป็นคนที่เห็นสถานการณ์จริง จึงต้องเป็นคนเก่ง มีข้อมูล มี AI เป็นเครื่องมือ และที่สำคัญต้องได้รับอำนาจในการตัดสินใจ

 

  • “ยศชนัน” วางโรดแมป AI ยกระดับ GDP ประเทศ 

 

ด้าน "ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในหัวข้อ “AI Unleash – From Policy to Action (National AI Policy)” โดยได้ถ่ายทอดภาพใหญ่จากนโยบาย AI สู่การขับเคลื่อนประเทศไทยในยุคเศรษฐกิจใหม่ ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการกำหนดอนาคตของชาติที่ก้าวไกลไปกว่าเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพียงอย่างเดียว

 

หากเราต้องการก้าวไปสู่อนาคตที่สดใส เราต้องมีอำนาจในการกำหนดทิศทางนั้นด้วยตนเอง การเปลี่ยนแปลงนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการนำ AI เข้าไปยกระดับภาคส่วนหลักของจีดีพี (GDP) ทั้งภาคการเกษตร ภาคการผลิต และภาคบริการ เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุและเพิ่มผลิตภาพของประเทศอย่างก้าวกระโดด

 

"ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์"

 

หนึ่งในยุทธศาสตร์ที่น่าจับตามองคือการเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไปสู่การสร้างมูลค่าทางชีวภาพระดับสูง เราต้องเปลี่ยนจากการขายผลผลิตตามน้ำหนักแบบดั้งเดิม มาเป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น สมุนไพร โภชนาการที่แม่นยำ อาหารทางการแพทย์ และเวชสำอาง 

 

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การผลักดันสิ่งที่เรียกว่า "Scientific Wellness Economy" หรือเศรษฐกิจสุขภาวะที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์

 

ซึ่งมุ่งหวังให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพระดับโลก (Global Wellness Destination) ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สปา และการฟื้นฟูร่างกาย ให้มีมาตรฐานรองรับด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างแท้จริง

 

  • หลุดพ้นจาก OEM สู่ Deep Tech

 

"ศ.ดร.ยศชนัน" กล่าวต่อว่า นอกจากการเกษตรและการแพทย์แล้ว ประเทศไทยยังตั้งเป้าที่จะหลุดพ้นจากการเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต (OEM) ด้วยการสร้างระบบนิเวศน์สำหรับเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) เราต้องดึงดูดภาคอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีเซนเซอร์ขั้นสูงให้เข้ามาตั้งฐานในไทย และเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดใหญ่ สตาร์ทอัพ และมหาวิทยาลัย ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคนไทยเอง

 

ซึ่งภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่ด้านการขาดแคลนเงินทุนร่วมลงทุน (VC) และสร้างสนามทดสอบ (Sandbox) เพื่อให้นวัตกรรมใหม่ๆ สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในเวทีโลก

 

“ท้ายที่สุดแล้ว กุญแจสำคัญที่จะทำให้การเติบโตทั้งหมดนี้ยั่งยืนคือการรักษาและต่อยอด 'ความหลากหลายทางชีวภาพ' ซึ่งถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของประเทศ

 

ธรรมชาติคือสินทรัพย์ของเรา และเราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนใดๆ ได้เลย หากปราศจากการปกป้องธรรมชาติ

 

ประเทศไทยจึงต้องใช้ความอุดมสมบูรณ์นี้เป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ประเทศอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ไม่ใช่แค่การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อแข่งขันทางธุรกิจ แต่คือการนำนวัตกรรมมารับใช้ธรรมชาติและสังคม เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสและยั่งยืนให้กับคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง” 

 

“ยศชนัน-เจ้าสัวธนินท์” เปิดห้องเรียน สร้างคนใช้ AI เป็น แก้โจทย์ธุรกิจหน้างาน

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับหลักสูตร ใช้เวลา 12 สัปดาห์ รวม 96 ชั่วโมง มีผู้เข้าอบรมรวม 60 คน จาก 11 บริษัทชั้นนำ ได้แก่ CPF, CP ALL, CP Axtra และ True พร้อมด้วย Huawei, Tencent, AWS, KAO, Schneider Electric, Mitsubishi Electric และ SCG เข้ามาอยู่ใน Learning Ecosystem เดียวกัน

 

เพื่อร่วมพัฒนา 7 Real Business AI Projects จากโจทย์ธุรกิจจริง เป้าหมายไม่ได้จบเพียง Certificate แต่ต้องต่อยอดไปสู่ AI Solution, Prototype หรือ Proof of Concept, Business Case ตลอดจน Pilot และ Scale-up Plan ที่มีศักยภาพนำไปใช้งานจริง 

 

ข่าวล่าสุด

เปิดสถิติ ก.ล.ต.ครึ่งปี 69 กองทุนยังยื่นโตพุ่ง-ฟันแพ่ง ปรับรวม 1.18 พันล้าน

เปิดสถิติ ก.ล.ต.ครึ่งปี 69 กองทุนยังยื่นโตพุ่ง-ฟันแพ่ง ปรับรวม 1.18 พันล้าน