
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษครบ 1 ทศวรรษ เร่งดิจิทัลหนุนเศรษฐกิจไทย
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ชูเทคโนโลยียกระดับกระบวนการยุติธรรม หลังรับคดีกว่า 4.1 หมื่นคดี มุ่งสร้างความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานงานเสวนาวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ทศวรรษ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “อนาคตเศรษฐกิจไทยกับโจทย์ใหม่ในการพิจารณาคดีชำนัญพิเศษ” ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ พร้อมประกาศทิศทางก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับกระบวนการยุติธรรม รองรับข้อพิพาททางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่ซับซ้อนมากขึ้น
นายกีรติ วรพุทธพงศ์ ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ กล่าวว่า ศาลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พ.ศ. 2558 และเปิดทำการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 มีหน้าที่พิจารณาคดีอุทธรณ์จากศาลชำนัญพิเศษ โดยแบ่งการบริหารคดีเป็น 5 แผนก ได้แก่ คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีภาษีอากร คดีแรงงาน คดีล้มละลาย และคดีเยาวชนและครอบครัว
ตลอดระยะเวลาที่เปิดดำเนินการ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว 41,530 คดี โดยคดีเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การค้า การจ้างงาน และสังคม ทำให้คำพิพากษาไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อคู่ความ แต่ยังมีส่วนสร้างบรรทัดฐานและความชัดเจนแก่ภาคธุรกิจและประชาชน
นายกีรติระบุว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ทั้งการแข่งขันทางการค้า ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนรูปแบบธุรกิจใหม่ ล้วนส่งผลต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ประเทศไทยจึงไม่สามารถหยุดนิ่งได้
ศาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะการคัดเลือกผู้พิพากษาที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อรักษามาตรฐานและความเป็นเอกภาพของคำพิพากษา พร้อมวางรากฐานการพัฒนาศาลในทศวรรษที่ 2 ให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล และสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ความทั้งในและต่างประเทศ
ด้านนายภีม ธงสันติ รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ กล่าวว่า สถิติปี 2568 พบว่า คดีร้อยละ 79.04 สามารถพิจารณาแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ขณะที่เกือบทั้งหมดแล้วเสร็จภายใน 1 ปี และมีเพียงร้อยละ 0.05 ที่ใช้เวลาเกิน 1 ปี
ขณะเดียวกัน ศาลเดินหน้าปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ตั้งแต่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การอ่านคำพิพากษาผ่านระบบถ่ายทอดภาพและเสียงทางไกล ระบบติดตามความคืบหน้าคดี ไปจนถึงการสืบค้นย่อข้อกฎหมายผ่านเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน
ภายในงานยังมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บรรยายหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยยุคเปลี่ยนผ่านกับความท้าทายใหม่ของกระบวนการยุติธรรม” ขณะที่ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) บรรยายหัวข้อ “Reinventing Justice: พลิกโฉมกระบวนการยุติธรรมสู่อนาคตในโลกยุคดิจิทัล”
การก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 ของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงมุ่งวางกระบวนการยุติธรรมให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งด้านความรวดเร็ว ความเป็นธรรม ความโปร่งใส และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน รวมถึงสนับสนุนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนของประเทศ







