
“พชร” ชง 4 ข้อรื้อกฎหมายต่างด้าว ปิดช่องนอมินีรับภาษีสหรัฐฯ
พชร นริพทะพันธุ์ ชี้ภาษีมาตรา 301 สะท้อนปัญหาโครงสร้าง แนะรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าว เพิ่มเกณฑ์อำนาจควบคุม ปิดช่องหุ้นบุริมสิทธิ-นอมินี
KEY
POINTS
- นายพชร นริพทะพันธุ์ เสนอ 4 แนวทางแก้ไขกฎหมายธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อปิดช่องโหว่การใช้ "นอมินี" ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้าไทย
- ชี้ปัญหาการใช้หุ้นบุริมสิทธิที่ให้สิทธิต่างชาติมีอำนาจควบคุมบริษัทได้จริง แม้คนไทยจะถือหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่าตามกฎหมาย
- ข้อเสนอหลักคือการทบทวนนิยาม "คนต่างด้าว" โดยพิจารณาจากอำนาจควบคุมที่แท้จริง และแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของหุ้นบุริมสิทธิได้
นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า เคยเตือนถึงปัญหาที่อาจนำไปสู่การใช้มาตรา 301 ของสหรัฐอเมริกา พร้อมเสนอรัฐบาลเร่งทบทวนกฎหมายธุรกิจต่างด้าวและปิดช่องโหว่นอมินี หลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีสินค้าไทย 12.5% โดยอ้างเหตุผลด้านแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
นายพชรกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน แม้แนวทางของรัฐบาลที่ต้องการปรับบทบาทจาก “รัฐควบคุม” ไปสู่ “รัฐอำนวยความสะดวก” จะเป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่ทุกการผ่อนคลายกฎเกณฑ์จำเป็นต้องมีกลไกกำกับดูแลที่เข้มแข็งขึ้น มิฉะนั้นอาจเปิดช่องให้กลุ่มที่ไม่หวังดีเข้ามาแสวงหาประโยชน์
หัวใจสำคัญของข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ คือกรณีสินค้าต่างชาติถูกนำมาแปรสภาพเพียงเล็กน้อย ก่อนสวมสิทธิเป็นสินค้าไทยเพื่อส่งออก รวมถึงปัญหาแรงงานบังคับที่อาจเกิดขึ้นในกิจการซึ่งดำเนินงานผิดกฎหมาย จึงเป็นจุดที่ภาครัฐต้องเร่งตรวจสอบและจัดการอย่างจริงจัง
นายพชรกล่าวว่า ปัญหานอมินีต่างชาติที่พบในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ รวมถึงการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อการส่งออก ล้วนมีรากมาจากโครงสร้างเดียวกัน หากรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องรื้อระบบที่บิดเบี้ยวทั้งหมด ไม่ใช่แก้ปัญหาเป็นรายกรณี
นอกจากนี้ ยังพบการใช้ช่องโหว่ผ่านหุ้นบุริมสิทธิ โดยบริษัทบางแห่งกำหนดให้คนไทยถือหุ้นในสัดส่วนมากกว่าต่างชาติตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 แต่หุ้นของต่างชาติกลับได้รับสิทธิพิเศษ ทั้งสิทธิออกเสียง สิทธิยับยั้งมติ หรือสิทธิแต่งตั้งกรรมการ
โครงสร้างดังกล่าวทำให้บริษัทดูเสมือนอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ถือหุ้นคนไทย แต่อำนาจตัดสินใจที่แท้จริงกลับอยู่กับผู้ถือหุ้นต่างชาติ แม้จะถือหุ้นไม่ถึงกึ่งหนึ่งก็ตาม
นายพชรอธิบายว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1142 กำหนดว่า เมื่อบริษัทออกหุ้นบุริมสิทธิและกำหนดเงื่อนไขไว้แล้ว จะไม่สามารถแก้ไขได้ ทำให้เงื่อนไขซึ่งกำหนดตั้งแต่วันจดทะเบียนถูกล็อกไว้อย่างถาวร ต่างจากกฎหมายของอังกฤษและมาเลเซียที่เปิดให้แก้ไขเงื่อนไขได้ ภายใต้กลไกคุ้มครองผู้ถือหุ้น
นายพชรจึงเสนอแนวทางแก้ไข 4 ประการ ได้แก่
1. ทบทวนมาตรา 1142 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เปิดทางให้แก้ไขเงื่อนไขหุ้นบุริมสิทธิและแปลงประเภทหุ้นได้ ภายใต้กลไกคุ้มครองผู้ถือหุ้นข้างน้อย เพื่อไม่ให้เงื่อนไขที่ถูกใช้หลีกเลี่ยงกฎหมายกลายเป็นข้อกำหนดที่ไม่สามารถแก้ไขได้
2. ทบทวนนิยาม “คนต่างด้าว” ในพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยเพิ่มเกณฑ์พิจารณาเรื่อง “อำนาจควบคุมกิจการ” ควบคู่กับสัดส่วนการถือหุ้น รวมถึงตรวจสอบสิทธิออกเสียงพิเศษ สิทธิยับยั้ง และสิทธิแต่งตั้งกรรมการ
3. เพิ่มเครื่องมือให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบโครงสร้างบริษัทอย่างครอบคลุม ทั้งสัดส่วนการถือหุ้น ข้อบังคับบริษัท และเงื่อนไขหุ้นบุริมสิทธิ เพื่อให้เห็นผู้มีอำนาจควบคุมกิจการที่แท้จริง
4. บูรณาการข้อมูลระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อติดตามเส้นทางเงินทุนและโครงสร้างการควบคุมกิจการข้ามหน่วยงาน
นายพชรกล่าวว่า ทั้ง 4 แนวทางต้องดำเนินการควบคู่กัน เพราะกิจการที่ถูกต่างชาติควบคุมผ่านโครงสร้างเหล่านี้อาจหลุดรอดจากการตรวจสอบมาตรฐานแรงงานและห่วงโซ่การผลิต โดยภายนอกดูเหมือนเป็นธุรกิจไทย แต่อำนาจควบคุมที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในมือคนไทย
หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ต้องตรวจสอบโครงสร้างนอมินีอย่างเข้มงวด พร้อมทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อไม่ให้ช่องโหว่ทางกฎหมายกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ประเทศไทยสูญเสียทั้งอำนาจควบคุมกิจการภายในประเทศและความได้เปรียบทางการค้าในเวทีโลก
นายพชรกล่าวทิ้งท้ายว่า นักลงทุนเปรียบเสมือนลูกค้าของประเทศ ภาครัฐจึงต้องสร้างประสบการณ์และความสะดวกในการลงทุน ควบคู่กับการกำกับดูแลที่เท่าเทียม ไม่มีช่องว่างหรือสิทธิพิเศษเฉพาะราย เพื่อป้องกันกลุ่มที่ไม่หวังดีเข้ามาแสวงหาประโยชน์ และยกระดับขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว







