
คลัง ชง ครม.ปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการ ไม่นับรถเก่า-รถผ่อน-นศ. ขยายอุทธรณ์ถึง 20 ก.ย.
คลังเตรียมปรับหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังรับข้อเสนอคมนาคม ผ่อนเกณฑ์รถเก่า รถโอนลอย รถสิ้นสภาพ รวมถึงนักศึกษายากจน ก่อนชงคณะกรรมการประชารัฐฯ และ ครม. พร้อมขยายเวลาอุทธรณ์ถึง 20 ก.ย. หลังพบผู้ขอทบทวนสิทธิกว่า 4.5 หมื่นราย ส่วนใหญ่ติดปัญหาเรื่องรถ
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม. ปรับเกณฑ์ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะไม่นับรถยนต์เก่าเกิน 20 ปี รถจักรยานยนต์เก่าเกิน 15 ปี และรถที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระเป็นเกณฑ์ตัดสิทธิ
- ทบทวนหลักเกณฑ์สำหรับกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา โดยจะไม่ตัดสิทธิจากสถานะการเป็นนักศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย
- ขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์สำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ออกไปจนถึงวันที่ 20 กันยายน เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมเอกสารและหลักฐานเพิ่มเติม
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังรับข้อเสนอจากกระทรวงคมนาคม เพื่อทบทวนหลักเกณฑ์การพิจารณาผู้มีสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะเงื่อนไขการถือครองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมถึงกรณีรถโอนลอย รถเก่าที่เลิกใช้งานแล้ว และกลุ่มนักศึกษาที่ยากจน
หลังจากนี้จะนำเสนอให้คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมพิจารณา ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป พร้อมขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์จากเดิมวันที่ 31 กรกฎาคม เป็นวันที่ 20 กันยายน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนรวบรวมหลักฐานและได้รับการพิจารณาสิทธิอย่างทั่วถึง
โดยย้ำว่า หลักเกณฑ์เดิมจัดทำขึ้นเพื่อคัดกรองให้ความช่วยเหลือถึงกลุ่มเปราะบางและผู้เดือดร้อนจริง หลังพบข้อร้องเรียนว่าผู้สมัครบางรายยังมีรถยนต์ แต่เมื่อนำไปใช้จริงพบข้อเท็จจริงบางกรณีที่ฐานข้อมูลไม่สามารถสะท้อนได้ เช่น รถเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้วแต่ยังมีชื่อในทะเบียน รถที่ขายต่อแล้วแต่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ หรือการโอนลอย
“กระทรวงคมนาคมเองก็มีข้อจำกัด เพราะไม่สามารถทราบได้ว่ามีการโอนลอยไปแล้วจำนวนเท่าไร หรือรถบางคันเลิกใช้งานแล้วแต่ไม่ได้ถอนสภาพออกจากทะเบียน ดังนั้นเมื่อพบข้อเท็จจริงเหล่านี้ จึงต้องปรับเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง” นายวินิจ กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมเสนอให้ปรับเกณฑ์การถือครองยานพาหนะ เพื่อไม่ให้ประชาชนที่มีความเดือดร้อนจริงถูกตัดสิทธิ โดยมีรายละเอียดสำคัญ ได้แก่
1. ไม่นำรถยนต์เก่าเกิน 20 ปี มาคำนวณสิทธิ
เสนอให้รถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี ไม่เป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นรถมูลค่าต่ำและอาจใช้เพื่อการดำรงชีพ
2. ไม่นำรถจักรยานยนต์เกิน 15 ปี มาคำนวณสิทธิ
เสนอให้รถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 15 ปี ไม่ถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขตัดสิทธิ
3. เพิ่มเกณฑ์ยกเว้นรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี
จากเดิมที่ยกเว้นได้ 1 คัน เสนอให้กรณีมีรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี จำนวนไม่เกิน 2 คัน และยังอยู่ระหว่างผ่อนชำระ ไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติ
4. รถยนต์สิ้นสภาพหรือไม่ได้ใช้งาน
กรณีรถยังไม่เข้าเกณฑ์อายุ แต่เสียหาย ใช้งานไม่ได้ หรือจอดทิ้งไม่ได้ต่อทะเบียน สามารถแจ้งสำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจสอบและบันทึกข้อมูล เพื่อใช้ประกอบการอุทธรณ์
5. รถขายแล้วแต่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ (โอนลอย)
ประชาชนสามารถแจ้งขนส่งจังหวัด พร้อมหลักฐานการขาย หากไม่มีเอกสารสามารถใช้บันทึกถ้อยคำเพื่อประกอบการพิจารณาได้
6. กรณีถูกสวมชื่อซื้อรถโดยไม่ได้เป็นเจ้าของจริง
สามารถยื่นอุทธรณ์ พร้อมหลักฐาน หรือใช้แบบฟอร์มที่กรมการขนส่งทางบกร่วมกับกรมการปกครองจัดทำ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
นายวินิจ ย้ำว่า การปรับครั้งนี้ไม่ใช่การยกเลิกเกณฑ์เดิม แต่เป็นการ เพิ่มเงื่อนไขยกเว้น เพื่อให้ระบบคัดกรองสะท้อนข้อเท็จจริงมากขึ้น และช่วยให้ผู้ที่ควรได้รับสิทธิได้รับสิทธิอย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังรับข้อเสนอให้ทบทวนเกณฑ์สำหรับนักเรียนและนักศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษานอกระบบ เช่น สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) อาชีวะนอกระบบ และผู้เรียนที่ต้องการพัฒนาทักษะเพื่อประกอบอาชีพ
โดยจะไม่ตัดสิทธิจากสถานะนักศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ พร้อมประสานข้อมูลกับกระทรวงศึกษาธิการเพื่อกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม
นายวินิจ กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่า มีประชาชนยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วประมาณ 45,000 ราย ขณะที่จากการประมวลผลพบผู้ขอทบทวนสิทธิรวมประมาณ 2.9 ล้านราย โดยกว่า 40% เป็นปัญหาเกี่ยวกับการถือครองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยกระทรวงการคลังจะเร่งรวบรวมข้อมูลเสนอคณะกรรมการประชารัฐฯ ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาหลักเกณฑ์ใหม่ โดยหากประชาชนเข้าข่ายตามเงื่อนไขใหม่ ไม่จำเป็นต้องรอยื่นอุทธรณ์ใหม่ทั้งหมด สามารถปรับปรุงสิทธิได้ตามข้อมูลที่มี
เพื่อให้ประชาชนมีเวลาจัดเตรียมเอกสารเพิ่มเติม กระทรวงการคลังเตรียมขยายเวลายื่นอุทธรณ์จากวันที่ 31 กรกฎาคม เป็นวันที่ 20 กันยายน โดยตั้งเป้าให้ผู้ผ่านเกณฑ์รอบใหม่สามารถเริ่มใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ขณะที่ผู้ถือบัตรเดิมยังได้รับสิทธิต่อเนื่อง
นายวินิจ กล่าวถึงกรณีประชาชนบางรายถูกตัดสิทธิจากข้อมูลรายได้ในระบบ Dynamic Data ว่า พบปัญหาผู้ประกอบการบางรายนำชื่อบุคคลอื่นไปอ้างเป็นลูกจ้างเพื่อใช้หักภาษี ณ ที่จ่าย ทำให้ระบบตรวจพบรายได้ ทั้งที่ประชาชนไม่ได้รับเงินจริง กระทรวงการคลังจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และคืนสิทธิให้ผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงดำเนินการกับผู้แอบอ้าง เพื่อให้ฐานข้อมูลมีความถูกต้องมากขึ้น
สำหรับการลงทะเบียนเชิงรุกร่วมกับกระทรวงมหาดไทย พบประชาชนที่ไม่เคยได้รับสิทธิและไม่เคยลงทะเบียนมาก่อนกว่า 2.3 ล้านราย ขณะนี้ยืนยันตัวตนแล้ว 841,000 ราย ส่วนที่เหลือกรมการปกครองจะเร่งลงพื้นที่ติดตาม เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือครบถ้วน
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม.ในวันพรุ่งนี้ ให้โอนสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการเดิมประมาณ 6 ล้านราย ไปใช้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 60/40 ต่ออีก 2 เดือน โดยใช้งบประมาณเดิมของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่องระหว่างการปรับระบบคัดกรองใหม่







