posttoday
หัวเว่ยสวนกระแสชิปขาดแคลน ตั้งเป้ายอดขายสมาร์ตโฟนปี 2026 โต 20%

หัวเว่ยสวนกระแสชิปขาดแคลน ตั้งเป้ายอดขายสมาร์ตโฟนปี 2026 โต 20%

15 กรกฎาคม 2569

สวนทางตลาด! หัวเว่ยไม่หวั่นกระแสชิปขาดแคลน เล็งปั๊มยอดขายสมาร์ตโฟนปี 2026 ทะลุ 60 ล้านเครื่อง โต 20% ทิ้งห่างคู่แข่ง

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หัวเว่ย เทคโนโลยี วางแผนเพิ่มยอดจัดส่งสมาร์ตโฟนมากกว่า 20% ในปีนี้ แม้ว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะต้องเผชิญกับภาวะชิปหน่วยความจำขาดแคลนอย่างต่อเนื่องก็ตาม สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทกำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

 

นอกจากนี้ หัวเว่ย ยังได้แจ้งบรรดาซัปพลายเออร์ถึงแผนเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตสมาร์ตโฟนให้ทะลุเป้า 60 ล้านเครื่อง ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้วที่มียอดผลิตไม่ถึง 50 ล้านเครื่อง

 

ทิศทางดังกล่าวทำให้หัวเว่ยเป็นแบรนด์สมาร์ตโฟนยักษ์ใหญ่ของจีนเพียงรายเดียวที่ยังคงเดินหน้าตั้งเป้าเติบโตในปี 2026 สวนกระแสคู่แข่งสำคัญอย่าง เสียวหมี่ (Xiaomi), ออปโป้ (Oppo) และ วีโว่ (Vivo) ที่พากันทยอยปรับลดเป้าหมายการผลิตลงหลายครั้ง เนื่องจากต้องเผชิญกับวิกฤตชิปหน่วยความจำขาดแคลนอย่างหนัก รวมถึงต้นทุนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่แพงขึ้น

 

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Nikkei Asia เคยเปิดเผยว่า เสียวหมี่ แบรนด์สมาร์ตโฟนอันดับสามของโลก ตัดสินใจหั่นเป้าหมายการผลิตในปีนี้ลงอีก 30% หรือเหลือเพียงราว 95 ล้านเครื่อง หลังจากต้นทุนชิ้นส่วนที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทโดยตรง

 

หัวเว่ยสวนกระแสชิปขาดแคลน ตั้งเป้ายอดขายสมาร์ตโฟนปี 2026 โต 20%

 

ผู้บริหารจากบริษัทผลิตชิปประมวลผลรายหนึ่งกล่าวเสริมว่า "หากประเมินจากยอดจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าในจีนตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา หัวเว่ยเป็นเพียงรายเดียวที่ยังรักษายอดสั่งซื้อตามเป้าเดิมไว้ได้ ทั้งยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง"

 

ด้านข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาด โอมเดีย (Omdia) ระบุว่า ในปีที่ผ่านมาหัวเว่ยมียอดจัดส่งสมาร์ตโฟนราว 49.17 ล้านเครื่อง โดยขยับส่วนแบ่งตลาดโลกจากระดับ 4% ในปี 2025 มาอยู่ที่เกือบ 5% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 แม้ยอดขายส่วนใหญ่จะยังคงมาจากตลาดในประเทศก็ตาม

 

แม้มาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ จะทำให้หัวเว่ยไม่สามารถพึ่งพาซัพพลายเออร์รายใหญ่ระดับโลกได้ แต่ทางบริษัทก็แก้เกมด้วยการสร้างเครือข่ายซัพพลายเชนภายในประเทศอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ช่วยให้หัวเว่ยมีชิ้นส่วนและอะไหล่ป้อนเข้าสู่สายการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางวิกฤตสินค้าขาดตลาดทั่วโลก

 

สอดคล้องกับที่ผู้บริหารบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์พีซีรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวต่างประเทศว่า "เราพยายามสั่งซื้อชิปหน่วยความจำ DRAM เพิ่มจากโรงงานผลิตชิปในจีน แต่ทางโรงงานแจ้งว่าจำเป็นต้องกันโควตาสินค้าส่วนหนึ่งไว้ให้หัวเว่ย"

 

 

ขณะเดียวกัน ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากจีนรายนี้กำลังเร่งบุกตลาดต่างประเทศเพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดกลับคืนมา ล่าสุดเมื่อวันอังคาร หัวเว่ยเพิ่งจัดงานเปิดตัวสินค้าระดับนานาชาติครั้งที่ 3 ของปีขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

 

โดยขนทัพสมาร์ตโฟนเรือธงซีรีส์ Pura 90s, หูฟังบลูทูธโอเพนเอียร์ FreeClip 2S และแท็บเล็ต MatePad Air มาเผยโฉม ซึ่งก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี บริษัทยังได้นำสมาร์ตวอตช์และสมาร์ตโฟนไปจัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงมาดริดและกรุงเทพฯ มาแล้ว

 

ข้อมูลจากบริษัทวิจัย โอมเดีย (Omdia) ระบุว่า ปัจจุบันผู้ผลิตสมาร์ตโฟนส่วนใหญ่ปรับกลยุทธ์มาเน้นทำตลาดกลุ่มไฮเอนด์แทนการเน้นยอดขายเชิงปริมาณเพื่อสร้างผลกำไรสูงสุด ประกอบกับต้นทุนชิ้นส่วนที่แพงขึ้น จึงดันให้ราคาขายเฉลี่ยของสมาร์ตโฟนปีนี้พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 565 ดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง จาก 467 ดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า

 

อย่างไรก็ตาม โอมเดียประเมินว่าภาพรวมตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกจะยังคงหดตัวกว่า 12% ขณะที่บริษัทวิจัยค่ายอื่นอย่าง ไอดีซี (IDC) และ เคาน์เตอร์พอยต์ รีเสิร์ช (Counterpoint Research) ประเมินสถานการณ์ลบกว่านั้น โดยคาดว่าตลาดอาจหดตัวรุนแรงถึง 14%

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์สั่งปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

ทรัมป์สั่งปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน