posttoday
"เฉลิม อยู่วิทยา" ครองแชมป์มหาเศรษฐีไทย 3 ปีซ้อน ทรัพย์สินรวม 1.87 แสนล้านเหรียญ

"เฉลิม อยู่วิทยา" ครองแชมป์มหาเศรษฐีไทย 3 ปีซ้อน ทรัพย์สินรวม 1.87 แสนล้านเหรียญ

09 กรกฎาคม 2569

นิตยสาร Forbes เปิดทำเนียบ 50 มหาเศรษฐีไทยปี 2569 พบ "เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว" ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีที่มั่งคั่งที่สุดในไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ด้วยทรัพย์สิน 4.7 หมื่นล้านเหรียญ ขณะที่เศรษฐีไทย 33 รายมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ดันมูลค่าทรัพย์สินรวมทั้งทำเนียบทะยานแตะ 1.87 แสนล้านเหรียญ ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยเติบโตจากแรงหนุนการส่งออก การบริโภค กระแสลงทุนใหม่ในธุรกิจ AI และ Data Center

KEY

POINTS

  • นิตยสาร Forbes เปิดทำเนียบ 50 มหาเศรษฐีไทยปี 2569
  • "เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว" ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีที่มั่งคั่งที่สุดในไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ด้วยทรัพย์สิน 4.7 หมื่นล้านเหรียญ
  • ขณะที่เศรษฐีไทย 33 รายมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ดันมูลค่าทรัพย์สินรวมทั้งทำเนียบทะยานแตะ 1.87 แสนล้านเหรียญ 

ทำเนียบ 50 มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2569 ของนิตยสาร Forbes กลับมาอีกครั้ง พร้อมภาพสะท้อนความมั่งคั่งของกลุ่มทุนใหญ่ไทยที่ยังเติบโตต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์จะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

โดยปีนี้ "เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว" ยังคงครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทยเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่มหาเศรษฐีไทยถึง 33 ราย มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจากปีก่อน

ภาพรวมการจัดอันดับในปีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แต่เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังขยายตัวได้ 2.4% ตามแรงหนุนสำคัญจากการบริโภคภายในประเทศที่ทยอยฟื้นตัว และภาคส่งออกที่กลับมาขยายตัวอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา เป็นอีกแรงส่งสำคัญช่วยเพิ่มมูลค่าความมั่งคั่งให้กับกลุ่มมหาเศรษฐีไทย 

สะท้อนผ่านมูลค่าทรัพย์สินรวมของ 50 มหาเศรษฐีไทยในปีนี้เพิ่มขึ้น 10% สู่ระดับ 1.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่สะท้อนทั้งการฟื้นตัวของภาคธุรกิจไทยและศักยภาพของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในการเกาะกระแสการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

Red Bull ยืนหนึ่งทั่วโลก

อันดับ 1 มหาเศรษฐีไทยในปีนี้ ยังคงเป็น "เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว" เจ้าของอาณาจักรเครื่องดื่มชูกำลัง Red Bull ด้วยทรัพย์สินมูลค่า 4.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.54 ล้านล้านบาท ครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดเก็บข้อมูลการจัดอันดับ โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ 32.672 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ Red Bull ในปี 2568 มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 8% แตะ 1.22 หมื่นล้านยูโร หรือราว 1.39 หมื่นล้านเหรียญ จากยอดขายทั่วโลกเกือบ 1.4 หมื่นล้านกระป๋อง สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์เครื่องดื่มสัญชาติไทยที่กลายเป็นธุรกิจระดับโลกอย่างเต็มตัว

เครือซีพีเหนียวแน่นอันดับ 2 ลุยดีลใหญ่ธุรกิจโทรคมนาคม

อันดับ 2 ยังคงเป็นของ "พี่น้องเจียรวนนท์" แห่ง เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 3.66 หมื่นล้านเหรียญ หรือราว 1.2 ล้านล้านบาท 

โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัท Arise Digital Technology ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนของ "ศุภชัย เจียรวนนท์" บุตรชายเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือซีพี ได้ตกลงซื้อหุ้นเกือบ 25% ใน TRUE จากพันธมิตร Telenor Group ของนอร์เวย์ มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท หรือราว 3 พันล้านเหรียญ

พร้อมสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มอีก 5.4% ภายใน 2 ปี ถือเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของทุนไทยในธุรกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

"สารัชถ์ รัตนาวะดี" มูลค่าเพิ่ม 5.6 พันล้านดอลลาร์

อีกไฮไลต์สำคัญของการจัดอันดับปีนี้้คือ "สารัชถ์ รัตนาวะดี" เจ้าพ่อธุรกิจพลังงานและโทรคมนาคม ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ยังคงรั้งอันดับ 3 มหาเศรษฐีไทย และเป็นผู้ที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากที่สุดในเชิงมูลค่าเงินดอลลาร์

โดยทรัพย์สินเพิ่มขึ้นถึง 5.6 พันล้านเหรียญ มาอยู่ที่ 1.76 หมื่นล้านเหรียญ หรืออราว 5.75 แสนล้านบาท

สะท้อนการเติบโตตามการขยายธุรกิจของ GULF โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เฉียด 10% ก้าวขึ้นสู่ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของธนาคาร สะท้อนภาพการขยายจากธุรกิจพลังงานสู่โลกการเงินอย่างชัดเจน

"เฉลิม อยู่วิทยา" ครองแชมป์มหาเศรษฐีไทย 3 ปีซ้อน ทรัพย์สินรวม 1.87 แสนล้านเหรียญ

"จิราธิวัฒน์" ขยับขึ้นอันดับ 4 ตามแผนลงทุนใหญ่ CRC

"ตระกูลจิราธิวัฒน์" ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 4 หลังมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ใน 3 ขึ้นมาแตะระดับ 1.17 หมื่นล้านเหรียญ หรือราว 3.82 แสนล้านบาท

สอดรับแรงหนุนสำคัญตามการเติบโตของ "บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC" ดำเนินธุรกิจห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าปลีกเฉพาะทาง

นี่คือธุรกิจเรือธงสำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล และมีแผนลงทุน 1.8 หมื่นล้านบาทในปีนี้ เพื่อปรับปรุงและขยายสาขาในไทยและเวียดนาม

"เจริญ สิริวัฒนภักดี" รั้งอันดับ 5 หลังปรับพอร์ตอสังหาฯ หนุนความมั่งคั่ง

อันดับ 5 เป็นของ "เจริญ สิริวัฒนภักดี และครอบครัว" เจ้าพ่อธุรกิจเครื่องดื่ม ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 1.15 หมื่นล้านเหรียญ หรือราว 3.76 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นราว เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน

โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งจดทะเบียนในสิงคโปร์ช่วยปลดล็อกมูลค่าทางธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ในเครือ

ดาวเด่นแห่งปี "จรีพร จารุกรสกุล" ทรัพย์สินพุ่ง 69%

นอกจากบรรดาเจ้าสัวรายใหญ่แล้ว หนึ่งในชื่อที่โดดเด่นที่สุดของปีนี้คือ "จรีพร จารุกรสกุล" ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า และโลจิสติกส์

"จรีพร" มีมูลค่าทรัพย์สินพุ่งขึ้นถึง 69% แตะระดับ 1.25 พันล้านเหรียญ จากความต้องการลงทุนในศูนย์ข้อมูล AI (AI Data Center) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาค

"เฉลิม อยู่วิทยา" ครองแชมป์มหาเศรษฐีไทย 3 ปีซ้อน ทรัพย์สินรวม 1.87 แสนล้านเหรียญ

ปีนี้มีผู้ที่กลับเข้าสู่ทำเนียบ 50 อันดับมหาเศรษฐี จำนวน 2 ราย ได้แก่ "บัญชา องค์โฆษิต" ผู้ก่อตั้ง บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ผู้ผลิตแผงวงจรพิมพ์(PCB)ซึ่งได้รับอานิสงส์ความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI

และ "กัลกุล ดำรงปิยวุฒิ์" ผู้ก่อตั้ง บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ที่ได้รับแรงหนุนจากการขยายธุรกิจจัดหาไฟฟ้าสีเขียวให้กับศูนย์ข้อมูล

ปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน สมาชิกทำเนียบเสียชีวิต 3 ราย

ขณะเดียวกัน เกิดการเปลี่ยนผ่านความมั่งคั่งในหลายตระกูลใหญ่ หลังมีสมาชิกทำเนียบมหาเศรษฐีเสียชีวิต 3 ราย คือ

  • "กฤตย์ รัตนรักษ์" เจ้าพ่อธุรกิจสื่อแห่งบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด หรือช่อง 7HD  ซึ่งทรัพย์สินตกทอดสู่บุตรชายเพียงคนเดียวคือ ชัชชน รัตนรักษ์
  • "ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ" ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS โดยทรัพย์สินถูกรวมอยู่ภายใต้ตระกูลปราสาททองโอสถ 
  • "ชูชาติ พัชรชัย (เพ็ชรอำไพ)" ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ร่วมกับภรรยา ดาวนภา พัชรชัย ซึ่งในปีนี้มีรายชื่อปรากฏอยู่ในทำเนียบเพียงผู้เดียว

เกณฑ์ขั้นต่ำขยับแรง สะท้อนความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือ เกณฑ์ขั้นต่ำของการติดอันดับมหาเศรษฐีไทยปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 555 ล้านเหรียญ จาก 420 ล้านเหรียญ ในปีก่อน สะท้อนการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งโดยรวมของกลุ่มมหาเศรษฐีไทย แม้เศรษฐกิจจะยังเผชิญความท้าทายหลายด้านก็ตาม

10 อันดับแรก มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2569 มีดังต่อไปนี้

  1. เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว ทรัพย์สิน 4.7 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 1.54 ล้านล้านบาท
  2. พี่น้องเจียรวนนท์ ทรัพย์สิน 3.66 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 1.2 ล้านล้านบาท
  3. สารัชถ์ รัตนาวะดี ทรัพย์สิน 1.76 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 5.75 แสนล้านบาท
  4. ตระกูลจิราธิวัฒน์ ทรัพย์สิน 1.17 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 3.82 แสนล้านบาท
  5. เจริญ สิริวัฒนภักดี และครอบครัว ทรัพย์สิน 1.15 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 3.76 แสนล้านบาท
  6. ตระกูลไชยวรรณ ทรัพย์สิน 5.1 พันล้านเหรียญ หรือ 1.67 แสนล้านบาท
  7. ตระกูลปราสาททองโอสถ ทรัพย์สิน 3.7 พันล้านเหรียญ หรือ 1.21 แสนล้านบาท
  8. เสถียร เสถียรธรรมะ ทรัพย์สิน 2.8 พันล้านเหรียญ หรือ 9.15 หมื่นล้านบาท
  9. อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา และครอบครัว ทรัพย์สิน 2.4 พันล้านเหรียญ หรือ 7.84 หมื่นล้านบาท
  10. ชัชชน รัตนรักษ์ ทรัพย์สิน 2.3 พันล้านเหรียญ หรือ 7.51 หมื่นล้านบาท

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดเก็บข้อมูลการจัดอันดับ โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ 32.672 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

การจัดอันดับในปีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการสรุปรายชื่อคนรวยของประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยได้อย่างชัดเจนว่า ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจที่สามารถเชื่อมโยงกับเมกะเทรนด์โลกได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มระดับโลก ค้าปลีกข้ามพรมแดน พลังงาน โทรคมนาคม การเงิน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และศูนย์ข้อมูล

ในอีกมุมหนึ่ง รายชื่อมหาเศรษฐีไทยปี 2569 ยังชี้ให้เห็นว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่สำหรับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ นี่คือช่วงเวลาของการเร่งสะสมความได้เปรียบ ผ่านการลงทุนเชิงรุก การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการจับจังหวะเทรนด์ใหม่ของโลกได้อย่างรวดเร็ว.

ข่าวล่าสุด

สดช.แจงที่มางบปี 70 กว่า 5.5 พันล้าน รัฐบาลเทให้คลาวด์แห่งชาติ

สดช.แจงที่มางบปี 70 กว่า 5.5 พันล้าน รัฐบาลเทให้คลาวด์แห่งชาติ