
คลังสั่ง ก.ล.ต.เร่งสอบข้อเท็จจริงปม “สุภาพร” ถือหุ้น TRUE หวั่นกระทบเชื่อมั่น
ชื่อ สุภาพร พิมพงษ์ โผล่ถือหุ้น TRUE กว่า 7.09% มูลค่าราว 1.6 หมื่นล้านบาท จุดกระแสจับตาแหล่งที่มาเงินลงทุน ด้านคลังสั่ง ก.ล.ต.เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความโปร่งใสในตลาดทุนไทย
กรณีชื่อ สุภาพร พิมพงษ์ ปรากฏในแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ในฐานะผู้ถือหุ้น บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE) รวม 7.0992% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมตั้งข้อสังเกตถึงแหล่งที่มาของเงินลงทุน รวมถึงข้อสงสัยว่าอาจเข้าข่ายการถือหุ้นแทนผู้อื่น (นอมินี) หรือไม่
ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เร่งติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในตลาดทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เนื่องจากเป็นประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน และเป็นหน้าที่ของ ก.ล.ต. ในการกำกับดูแลตลาดทุนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่แหล่งข่าวจากกรมสรรพากรเปิดเผยว่า การเข้าซื้อหุ้นมูลค่าสูงเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่เหตุที่ทำให้กรมสรรพากรสามารถเข้าตรวจสอบภาษีของผู้ถือหุ้นได้ทันที เนื่องจากการตรวจสอบผู้เสียภาษีต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย โดยต้องมีเหตุอันควรสงสัยหรือพบความเสี่ยงด้านภาษีรองรับ
สำหรับหลักเกณฑ์ที่อาจนำไปสู่การตรวจสอบภาษี ได้แก่ การยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ระบบวิเคราะห์ข้อมูลพบความผิดปกติ การขอคืนภาษีที่มีความเสี่ยง การยื่นแบบเพิ่มเติมที่มีลักษณะผิดสังเกต หรือได้รับข้อมูลร้องเรียนที่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง
ทั้งนี้ หากระบบวิเคราะห์ข้อมูลของกรมสรรพากรพบความผิดปกติในภายหลัง เช่น รายได้ที่ยื่นไม่สอดคล้องกับฐานะทางการเงิน หรือข้อมูลภาษีไม่สอดรับกับธุรกรรมที่เกิดขึ้น ก็อาจเข้าหลักเกณฑ์การพิจารณาตรวจสอบตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด







