
ศุลกากร ดึง AI ยกระดับคุมเข้มสินค้าเข้า-ออก ยันไทยไม่ใช่ทางผ่านยาเสพติดโลก
ศุลกากร เดินหน้า NEXT DRIVE CUSTOMS ใช้ดิจิทัล-AI ยกระดับตรวจเข้มสินค้าเข้า-ออก เสริมเครื่อง X-ray สุนัข K9 สกัดยาเสพติด หนุนเศรษฐกิจ จัดเก็บรายได้ 4.76 แสนล้านบาท เพิ่มโปร่งใสและความปลอดภัยการค้าโลก
KEY
POINTS
- กรมศุลกากรประกาศนำเทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลมาใช้เต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการอำนวยความสะดวกทางการค้า
- ยกระดับมาตรการควบคุมทางศุลกากรให้เข้มงวดขึ้น โดยเพิ่มการตรวจสอบ "สินค้าขาออก" อย่างเข้มข้น เพื่อสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมาย
- ยืนยันนโยบายป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด โดยใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลและเครื่องมือที่ทันสมัยในการคัดกรองความเสี่ยง
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมศุลกากรครบรอบ 152 ปี ถึงทิศทางการก้าวสู่ “ศุลกากรยุคใหม่” ภายใต้แนวคิด Transition Today, Transform for Tomorrow ตามนโยบายรัฐบาล โดยมุ่งผลักดันการทำ Digital Transformation ใช้เทคโนโลยี AI และระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ความโปร่งใส และอำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับผู้นำเข้า-ผู้ส่งออก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและ GDP ของประเทศอย่างยั่งยืน
อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ในด้านการควบคุมทางศุลกากร จำเป็นต้องยกระดับความเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะสิ่งของผิดกฎหมายและยาเสพติด
“ด้านการควบคุมทางศุลกากร กรมศุลกากรยืนยันจะไม่ผ่อนปรนต่อสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งการนำเข้าและการส่งออก โดยจะเพิ่มความเข้มงวดเพื่อไม่ให้ประเทศไทยเป็นทั้งแหล่งรับหรือทางผ่านของสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ไม่ยอมให้ไทยถูกใช้เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดไปสู่โลก”
สำหรับมาตรการใหม่ หลังการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีในประเด็นการปราบปรามยาเสพติด กรมศุลกากรจะยกระดับการตรวจสอบ “ขาออก” ให้เข้มข้นขึ้น จากเดิมที่มุ่งเน้นขาเข้าเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายประเทศปฎิบัติกัน ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยเป็นเส้นทางผ่านสินค้ายาเสพติด เนื่องจากไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ที่ทันสมัย ทั้งท่าเรือแหลมฉบังและสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้ถูกใช้เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดไปยังประเทศที่สาม
สำหรับมาตรการป้องกันและปราบปราม กรมศุลกากรจะยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบมากขึ้น โดยเพิ่มศักยภาพของเครื่องมือที่ใช้ปฏิบัติงาน ครอบคลุมทั้งการตรวจด้วยเครื่อง X-ray และการตรวจค้นสินค้าก่อนการโหลดขึ้นพาหนะ รวมถึงการใช้สุนัขดมกลิ่น K9 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นยาเสพติด ควบคู่กับการพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อยกระดับความแม่นยำในการคัดกรองผู้โดยสารและสินค้า โดยเฉพาะการตรวจสอบสินค้าขาออกที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจถูกใช้โดยขบวนการลักลอบผิดกฎหมาย
“วันนี้เราต้องก้าวสู่ศุลกากรยุคใหม่ ใช้ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน AI และระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การค้ารวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันงานควบคุมต้องเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติด โดยกรมศุลกากรจะเพิ่มความเข้มงวดทั้งขาเข้าและขาออก ใช้ระบบ Risk Management และ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อคัดกรองความเสี่ยง เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด” นายพันธ์ทอ งกล่าว
กรมศุลกากรดำเนินงานตามแนวคิดดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569 โดยในช่วง 9 เดือนแรก (ต.ค. 2568-มิ.ย. 2569) ภายใต้บทบาท REVENUE COLLECTOR สามารถจัดเก็บรายได้รวม 476,106 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 แบ่งเป็นอากรศุลกากร 85,766 ล้านบาท รายได้แทนกรมสรรพากร 308,016 ล้านบาท กรมสรรพสามิต 43,725 ล้านบาท และกระทรวงมหาดไทย 38,596 ล้านบาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินเพื่อพัฒนาประเทศ
ขณะเดียวกัน ภายใต้บทบาท SOCIAL PROTECTOR กรมศุลกากรเข้มงวดการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง สามารถตรวจยึดและดำเนินคดีรวม 43,796 คดี เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.5
โดยผลการจับกุมสำคัญ ได้แก่ ยาเสพติด 214 คดี มูลค่ากว่า 691 ล้านบาท ปริมาณรวมกว่า 917 กิโลกรัม บุหรี่ผิดกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้า และอุปกรณ์ 2,537 คดี มูลค่ากว่า 370 ล้านบาท จำนวนกว่า 65 ล้านชิ้น รวมถึงการตรวจยึดกัญชา 3,309 คดี ปริมาณ 37,210 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 474 ล้านบาท







