posttoday
"การบินไทย" กับบทพิสูจน์ธรรมาภิบาล! เมื่อคดีลูกเรือไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่คือส่วนลดความเชื่อมั่นที่น่ากังวล

"การบินไทย" กับบทพิสูจน์ธรรมาภิบาล! เมื่อคดีลูกเรือไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่คือส่วนลดความเชื่อมั่นที่น่ากังวล

02 กรกฎาคม 2569

รายงานพิเศษ : จากคดีลูกเรือการบินไทยถูกจับที่ออสเตรเลีย แม้ไม่กระทบงบกำไรขาดทุนโดยตรง แต่กลับเขย่าภาพลักษณ์องค์กร สะเทือนความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาล พร้อมเผชิญศึกใหญ่อีกระลอก วันที่ 4 สิงหาคม 2569 หุ้นต้นทุนต่ำของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นเชิงกลยุทธ์กว่า 1.98 หมื่นล้านหุ้น เตรียมปลดล็อกขาย อาจฉุดรั้งสตอรี่การฟื้นตัวให้สะดุดลงอีกครั้ง

KEY

POINTS

  • รายงานพิเศษ : จากคดีลูกเรือการบินไทยถูกจับที่ออสเตรเลีย แม้ไม่กระทบงบกำไรขาดทุนโดยตรง แต่กลับเขย่าภาพลักษณ์องค์กร
  • สะเทือนความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาล พร้อมเผชิญศึกใหญ่อีกระลอก วันที่ 4 สิงหาคม 2569
  • หุ้นต้นทุนต่ำของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นเชิงกลยุทธ์กว่า 1.98 หมื่นล้านหุ้น เตรียมปลดล็อกขาย อาจฉุดสตอรี่การฟื้นตัวให้สะดุดลงอีกครั้ง

หากจะเปรียบเส้นทางของ "บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI" ให้เห็นภาพชัดที่สุด ชีวิตของสายการบินแห่งชาตินี้ก็คงไม่ต่างจากเจ้าหญิงผู้เคยยืนอยู่เหนือฟ้า โอบล้อมด้วยชื่อเสียงและสถานะที่ยากจะมีใครเทียบได้ในอุตสาหกรรมการบินในประเทศ 

ทว่ากาลเวลากลับพาเธอร่วงหล่นจากบัลลังก์อย่างเจ็บปวด จากองค์กรที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของประเทศ สู่วันที่ต้องแบกรับหนี้ก้อนมหาศาล เผชิญวิกฤตศรัทธา และเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการอย่างยาวนาน

การกลับออกจากแผนฟื้นฟูและหวนคืนสู่กระดานซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงไม่ต่างจากฉากที่ตัวละครเอกในซีรีส์ชีวิตแนวตั้งพยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้งหลังผ่านมรสุมที่หนักหน่วง

แต่ดูเหมือนเส้นทางของ THAI ยังห่างไกลคำว่าแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะทุกย่างก้าวที่เดินต่อไปกลับเต็มไปด้วยแรงเสียดทานใหม่ๆ ราวกับ "พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก" ที่พร้อมถาโถมเข้ามาได้ทุกเมื่อ

หนึ่งในแรงกระแทกล่าสุดที่สั่นสะเทือนภาพลักษณ์ของ THAI อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ข่าวแอร์โฮสเตสของการบินไทยถูกทางการออสเตรเลียจับกุมในคดีลักลอบนำเข้าเฮโรอีนเข้าสู่เมลเบิร์น

แม้ในเชิงตัวเลขอาจยังไม่ใช่เหตุการณ์ที่กระทบรายได้หรือกำไรของบริษัทโดยตรง แต่ในเชิงตลาดทุน ข่าวลักษณะนี้มักส่งผลแรงต่อความเชื่อมั่นมากกว่าผลประกอบการระยะสั้น

"จันทริกา โชติกเสถียร" ประธานเจ้าหน้าที่สายทรัพยากรบุคคล การบินไทย (THAI) แจงในรายการโหนกระแสว่า การบินไทยมีข้อบังคับการทำงานชัดเจน โดยเฉพาะนักบินและลูกเรือจะมีกฎระเบียบเฉพาะ (SOP) ที่ห้ามรับหิ้วของ หรือห้ามรับฝากของจากคนอื่นโดยเด็ดขาด ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะเป็นอะไร แม้แต่ลิปสติกเพียงแท่งเดียวไม่สามารถทำได้เพราะถือว่าพนักงานไปปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้ไปรับจ้างขนของ 

พร้อมดำเนินการตามขั้นตอน (Protocol) ทันทีคือ 1. สั่งพักงาน (หยุดปฏิบัติหน้าที่) ระหว่างการสอบสวน 2. ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพื่อดูบริบทโดยรอบว่าเกิดอะไรขึ้น

และ 3. ดำเนินการสอบสวนทางวินัย ซึ่งหากพบความผิดชัดเจนเรื่องการขนของตามที่ปรากฏในข่าวถือว่าผิดวินัยร้ายแรง

แม้กฎระเบียบจะเข้มงวด แต่หากพบว่ายังมีช่องว่าง การบินไทยพร้อมปรับปรุงให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เช่น การประสานกับตำรวจให้มาช่วยฝึกอบรมเรื่องการสังเกตสิ่งผิดปกติ หรือการตรวจพบการกระทำความผิดบนเครื่อง

"การบินไทย" ยังคงเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพของพนักงานส่วนใหญ่กว่า 6,000 คนและยืนยันว่าจะรักษามาตรฐานความปลอดภัย (Safety) และความมั่นคง (Security) ต่อไป

"การบินไทย" กับบทพิสูจน์ธรรมาภิบาล! เมื่อคดีลูกเรือไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่คือส่วนลดความเชื่อมั่นที่น่ากังวล

คดีนี้ไม่กระแทกงบ แต่กดดันความเชื่อมั่น

หากมองในเชิงพื้นฐานธุรกิจ คดีนี้ยังไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะทำให้ประมาณการกำไรของการบินไทยปี 2569 เปลี่ยนทันทีแบบมีนัยสำคัญ เพราะรายได้ของสายการบินขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักอย่างจำนวนผู้โดยสาร, ราคาตั๋วเฉลี่ย, อัตราบรรทุกผู้โดยสาร, ราคาน้ำมันเครื่องบิน, ค่าเงินบาท และการแข่งขันในเส้นทางบินระหว่างประเทศมากกว่า 

แต่ในเชิงตลาดทุน ข่าวลักษณะนี้ทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามกับมาตรฐานกำกับดูแลภายในขององค์กร อาจทำให้ส่วนลดความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งอาจสะท้อนผ่านแรงขายหุ้นระยะสั้นหรือการที่นักลงทุนไม่กล้าให้ valuation สูงขึ้นแม้แนวโน้มผลประกอบการไม่ได้แย่

มิติกดดันแรก คือความเสี่ยงด้านชื่อเสียง

คำว่า ลูกเรือการบินไทย, เฮโรอีน และออสเตรเลีย อยู่ในพาดหัวเดียวกัน ย่อมเป็นข่าวที่กระทบชื่อเสียงขององค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อการบินไทยไม่ใช่สายการบินเอกชนทั่วไป แต่เป็นแบรนด์ระดับประเทศที่แบกภาพลักษณ์ของไทยในสายตาต่างชาติ

สำหรับนักลงทุน ข่าวลักษณะนี้ทำให้เกิดความกังวลว่า THAI อาจถูกมองว่ามีช่องโหว่ในการกำกับดูแลบุคลากร, ผลกระทบเชิงภาพลักษณ์ต่อผู้โดยสารและคู่ค้าต่างประเทศ, อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลสอบไปสู่บุคลากรหรือเครือข่ายอื่น

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ตัวคดี แต่คือความไม่แน่นอนว่าเรื่องนี้จะจบที่ "คนเดียว" หรือลุกลามเป็นปัญหาเชิงระบบขององค์กร หากสื่อสารไม่ชัดเจนอาจถูกตีความในเชิงลบได้

มิติที่สอง ปัญหาระบบควบคุมภายใน 

สิ่งที่น่ากังวลกว่าคดีตัวบุคคล คือคำถามต่อระบบควบคุมภายในขององค์กร เพราะกรณีนี้ไม่ได้เป็นผู้โดยสารทั่วไปที่ถูกจับ แต่เป็นบุคลากรของสายการบินที่อยู่ในกระบวนการปฏิบัติการบินระหว่างประเทศ นักลงทุนมีโอกาสตั้งคำถามได้อีกว่า...

  • การตรวจสัมภาระของลูกเรือมีมาตรฐานแยกต่างจากผู้โดยสารหรือไม่
  • มีการตรวจแบบสุ่มหรือการคัดกรองความเสี่ยงเฉพาะพนักงานหรือไม่

ประเด็นนี้สำคัญมากเพราะหุ้นที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นความเชื่อมั่น อย่าง "การบินไทย" ไม่ได้ถูกประเมินค่าจากกำไรอย่างเดียว แต่ถูกประเมินว่าบริษัทกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่องค์กรที่มีวินัย โปร่งใส และบริหารความเสี่ยงดีขึ้น หลังผ่านกระบวนการฟื้นฟู หากตลาดเริ่มรู้สึกว่าความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลยังไม่จบ ส่วนลดการประเมินมูลค่า (valuation) มีโอกาสกลับมาอีกครั้ง

มิติที่สาม ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ-ต้นทุนแฝงจากการคุมเข้ม

แม้ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าทางการออสเตรเลียจะใช้มาตรการลงโทษสายการบินโดยตรง แต่สิ่งที่ตลาดต้องจับตาคือผลกระทบทางอ้อมจากการคุมเข้ม เช่น การเพิ่มระดับการตรวจสัมภาระลูกเรือจากบางเที่ยวบิน การติดตามเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูง หรือการขอความร่วมมือให้สายการบินยกระดับมาตรการภายใน

หากเรื่องไปไกลถึงจุดนั้น ผลกระทบต่อการบินไทยอาจไม่ใช่ค่าปรับหรือการสูญเสียรายได้ทันที แต่จะมาในรูปของ ต้นทุน compliance ที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น    ต้นทุนตรวจสอบภายในและ audit เพิ่มขึ้น, เวลาคัดกรองลูกเรือหรือสัมภาระนานขึ้น, ค่าใช้จ่ายฝึกอบรมและติดตามพฤติกรรมพนักงานเพิ่มขึ้น เป็นต้น 

มิติที่สี่ กระทบสตอรี่ฟื้นตัว

ที่ผ่านมา "การบินไทย" กลับมาในฐานะองค์กรที่ฟื้นจากวิกฤต มีวินัยทางการเงินมากขึ้น โครงสร้างต้นทุนดีขึ้น พร้อมกลับมาเป็นสายการบินที่แข่งขันได้ในภูมิภาค ดังนั้นข่าวนี้จึงไม่ใช่แค่ข่าวลบเฉพาะหน้า แต่กระทบเรื่องเล่าการฟื้นตัวโดยตรง

สำหรับนักลงทุน การถือหุ้นการบินไทย ไม่ใช่แค่การซื้อผลประกอบการวันนี้ แต่ซื้อความหวังในอนาคตว่าจะกลับมาดีกว่าเดิม หากในช่วงที่บริษัทกำลังพยายามรีแบรนด์ความน่าเชื่อถือ กลับเกิดคดีอื้อฉาวที่โยงกับบุคลากรในสายงานหลักย่อมทำให้สตอรี่นี้สะดุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"การบินไทย" กับบทพิสูจน์ธรรมาภิบาล! เมื่อคดีลูกเรือไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่คือส่วนลดความเชื่อมั่นที่น่ากังวล

คดีนี้กระทบพื้นฐานแค่ไหน?

หากประเมินผลกระทบต่อหุ้นการบินไทยในระยะสั้น แน่นอนว่ากระทบ sentiment และภาพลักษณ์ เพราะข่าวมีความอ่อนไหวสูงและถูกเผยแพร่ในสื่อต่างประเทศด้วย นักลงทุนบางส่วนอาจเลือกขายลดความเสี่ยงก่อนเพื่อรอความชัดเจน

ระยะกลาง ต้องจับตาผลสอบสวนและท่าทีของบริษัท หากผลสอบชี้ว่าเป็นการกระทำเฉพาะบุคคลจริง และบริษัทมีมาตรการอุดช่องโหว่อย่างชัดเจน ผลกระทบต่อ valuation อาจจำกัด แต่ถ้าพบเครือข่ายหรือพบว่าระบบตรวจสอบมีจุดอ่อนชัดเจน ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลจะถูกตลาดให้น้ำหนักมากขึ้น

ระยะยาว กระทบพื้นฐานต่อเมื่อเรื่องลุกลามจนกระทบความสัมพันธ์กับ regulator ต่างประเทศ กระทบมาตรฐานการปฏิบัติการ หรือทำให้ผู้โดยสารและคู่ค้าสูญเสียความเชื่อมั่นในระดับที่มีผลต่อรายได้ ซึ่งอาจเร็วเกินไปในการสรุปผล

ทางออกที่ต้องทำมากกว่าออกแถลงการณ์

การบินไทยออกมาระบุชัดว่าเป็นเรื่องที่บริษัทรับทราบแล้วและจะให้ความร่วมมือเต็มที่ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่จำเป็น แต่ถ้าจะลดผลกระทบต่อราคาหุ้นและความเชื่อมั่นในตลาดทุน การบินไทยจำเป็นต้องทำมากกว่านั้น

เพราะสิ่งที่ตลาดต้องการไม่ใช่แค่คำยืนยันว่าเป็นการกระทำส่วนบุคคล แต่ต้องการเห็นว่าบริษัท ควบคุมความเสี่ยงไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร

  1. ตั้งคณะสอบข้อเท็จจริงภายในและกำหนดกรอบเวลาชัดเจน เพราะยิ่งปล่อยให้เรื่องค้างคา ความไม่แน่นอนยิ่งกดดัน sentiment ของหุ้น 
  2. ยกเครื่องมาตรการตรวจสัมภาระลูกเรือ แม้ทางสนามบินสุวรรณภูมิชี้แจงว่า การตรวจขาออกเน้นวัตถุอันตรายต่อความปลอดภัยการบินเป็นหลัก ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อค้นหายาเสพติดเหมือนการตรวจขาเข้าของปลายทาง

"การบินไทย" ต้องเพิ่มมาตรการภายใน ไม่ใช่รอพึ่งระบบสนามบินอย่างเดียว เช่น สุ่มตรวจสัมภาระลูกเรือเพิ่มเติม, จำกัดจำนวนหรือรูปแบบสัมภาระส่วนตัวที่นำขึ้นปฏิบัติการ เป็นต้น

หากข้อเท็จจริงออกมาว่าผู้ต้องหารับฝากของจากบุคคลภายนอกจริงต่อให้อ้างว่าไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร สิ่งนี้สะท้อนปัญหาวินัยชัดเจน "การบินไทย" ควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นจุดตั้งต้นของนโยบายงดรับฝากหรือรับหิ้วอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะในหมู่ลูกเรือและเจ้าหน้าที่ที่เดินทางข้ามประเทศเป็นประจำ

ปัญหานี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่?

หากถามในระดับอุตสาหกรรมการบิน คำตอบคือ เคยเกิดมาแล้วหลายครั้งในต่างประเทศ เพียงแต่รูปแบบแตกต่างกันไป บางกรณีเป็นผู้โดยสาร บางกรณีเป็นพนักงานภาคพื้น บางกรณีเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ที่มีสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่ควบคุม

เหตุผลสำคัญคือเครือข่ายค้ายาเสพติดมักพยายามใช้บุคคลที่มีสถานะน่าเชื่อถือในระบบการเดินทางเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ สอดคล้องกับคำแถลงของตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลียที่ระบุว่าหน่วยงานให้ความสำคัญกับการสกัดบุคคลที่ใช้สถานะการงานหรือความน่าเชื่อถือทางสังคมเพื่อสนับสนุนการลำเลียงยาเสพติด

แต่สำหรับ "การบินไทย" นั้น ไม่ปรากฏข้อมูลยืนยันว่าเคยมีคดีระดับเดียวกันที่เป็นข่าวใหญ่ในต่างประเทศจนกระทบภาพลักษณ์บริษัทชัดเจนเท่าครั้งนี้ นั่นทำให้คดีนี้มีนัยสำคัญมากขึ้น เป็น case study สำคัญขององค์กรว่าระบบบริหารคนและการควบคุมความเสี่ยงภายในจะถูกยกระดับอย่างไรหลังเกิดเหตุ

คดีนี้ไม่ฉุดกำไร แต่มีสตอรี่กดดันในอนาคต

ในมุมตลาดทุน คดีแอร์การบินไทยถูกจับขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลียอาจยังไม่ใช่ปัจจัยที่เปลี่ยนสมมติฐานกำไรของบริษัทในทันที แต่เป็นข่าวที่กระทบคุณภาพของความเชื่อมั่นอย่างชัดเจน เพราะนักลงทุนจะไม่ได้มองแค่พนักงานคนหนึ่งทำผิดหรือไม่ หากจะมองไปถึงระบบกำกับดูแล วัฒนธรรมองค์กร และความสามารถของผู้บริหารในการปิดช่องโหว่ไม่ให้เกิดซ้ำ

สำหรับ "หุ้นการบินไทย" สิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่แค่คดีในศาลออสเตรเลีย แต่คือ ปฏิกิริยาของบริษัทหลังเกิดเหตุ หากบริษัทพิสูจน์ได้ว่าเป็นการกระทำเฉพาะบุคคล พร้อมยกระดับมาตรการตรวจสอบลูกเรือ และสื่อสารกับตลาดอย่างโปร่งใส ผลกระทบต่อหุ้นอาจจำกัดอยู่ในระดับ sentiment ระยะสั้น

แต่ถ้าผลสอบพบช่องโหว่เชิงระบบ หรือบริษัทปล่อยให้เรื่องจบลงแค่คำแถลงปฏิเสธความเกี่ยวข้องโดยไม่มีมาตรการที่จับต้องได้ คดีนี้อาจกลายเป็นมากกว่าข่าวอื้อฉาวรายวัน และพัฒนาไปเป็นส่วนลดด้านธรรมาภิบาลที่ฉุด valuation ของการบินไทยในระยะกลางได้อย่างน่ากังวล

ปลดล็อก 1.98 หมื่นล้านหุ้นจ่อขายซ้ำ!

สิ่งที่รอหุ้น THAI อยู่ข้างหน้า ไม่ใช่แค่เรื่องข่าวแอร์โฮสเตส แต่คือ คลื่นแรงขายลูกใหญ่ที่พร้อมโถมซัด เพราะในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 คือวันครบกำหนดระยะเวลาห้ามขายหุ้น (Creditors’ Lock-up) สำหรับหุ้นสามัญเพิ่มทุนส่วนที่เหลือ 75% ส่งผลให้หุ้นที่พ้นข้อกำหนดห้ามขาย รวมส่วน Strategic Shareholders สูงถึง 19,802,574,214 หุ้น คิดเป็น 70% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด 

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปลดล็อกหุ้นก้อนใหญ่เท่านั้น แต่ "ต้นทุน" ก้อนนี้ถือว่าราคาต่ำมาก โดยเป็นส่วนของหุ้นที่เกิดจากการแปลงหนี้เป็นทุน มีต้นทุนเฉลี่ยราว 2.5452 บาทต่อหุ้น และหุ้นเพิ่มทุน ต้นทุนราว 4.48 บาทต่อหุ้น โดยเริ่มซื้อขายได้ตั้งแต่ 4 สิงหาคม 2569 

นั่นหมายความว่า ราคาหุ้นในกระดานหากยืนระดับเหนือ 6 บาทอย่างทุกวันนี้ โอกาสที่จะเห็นแรงขายทำกำไรและขายลดเสี่ยงจากผู้ถือหุ้นล็อตใหญ่ยิ่งเพิ่มขึ้นทันที เพราะนี่คือ ของถูกในมือเจ้าหนี้ ที่พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทุกเมื่อ

ภาพ SETTRADE

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปลดล็อก! เพราะในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 หุ้น THAI ปลดล็อกจำนวน 6.6 พันล้านหุ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วง -14% ในวันเดียว พร้อมปริมาณการซื้อขายมากกว่า 600 ล้านหุ้น ในวันแรกที่กลับมาซื้อขายได้ และใช้เวลาราว 2 สัปดาห์กว่าที่ราคาหุ้นจะฟื้นกลับมายืนใกล้กับช่วงก่อนปลดล็อกหุ้นได้อีกครั้ง

นั่นทำให้บรรยากาศของหุ้น THAI ในช่วงนับถอยหลังเข้าสู่ต้นเดือนสิงหาคม กลายเป็นภาวะพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกอย่างแท้จริง ต่อให้ระหว่างทางจะมีสตอรี่บวกช่วยพยุงความเชื่อมั่น แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องไม่ลืมคือ ทุกจังหวะที่ราคาวิ่งขึ้น อาจกลายเป็นโอกาสให้ผู้ถือหุ้นต้นทุนต่ำทยอยขายหนีความเสี่ยง

เพราะในโลกของตลาดทุน ข่าวดีอาจเป็นเพียงเชื้อไฟระยะสั้น แต่หุ้นต้นทุนต่ำก้อนมหึมา คือแรงกดดันที่จับต้องได้จริงและพร้อมเปลี่ยนจากความหวังเป็นแรงเทขายได้ทุกเมื่อ หากผู้ถือหุ้นมองว่าถึงเวลาล็อกกำไร หรือไม่อยากแบกรับความไม่แน่นอนของสตอรี่ลบที่อาจตามมาในอนาคต

นี่คือช่วงเวลาที่อ่อนไหว และคำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าหุ้นจะขึ้นได้ไหม แต่คือ ใครจะเริ่มกดปุ่มขายหุ้นที่ปลดล็อกก่อน เพราะถ้าแรงขายมาเร็วกว่าที่ตลาดคาด เกมรอบนี้อาจไม่ได้จบแค่ผันผวน แต่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่อีกครั้ง.

"การบินไทย" กับบทพิสูจน์ธรรมาภิบาล! เมื่อคดีลูกเรือไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่คือส่วนลดความเชื่อมั่นที่น่ากังวล

ข่าวล่าสุด

“ไผ่ ลิกค์” อาลัย “สุรศักดิ์” สส.กล้าธรรม เสียชีวิต เลือกตั้งซ่อมใน 45 วัน

“ไผ่ ลิกค์” อาลัย “สุรศักดิ์” สส.กล้าธรรม เสียชีวิต เลือกตั้งซ่อมใน 45 วัน