
โลกการค้าแบ่ง 4 ขั้ว ไทยอยู่ตรงกลาง เร่งสร้างแต้มต่อรับคลื่นลงทุนใหม่
โลกการค้าแบ่ง 4 ขั้ว กระแสโลกาภิวัฒน์อ่อนแรง ไทยอยู่ตรงกลาง เร่งสร้างแต้มต่อรับคลื่นลงทุนใหม่ พาณิชย์ แนะเอกชนไทยเร่งปรับตัวรับโอกาส ใช้ FTA-เทคโนโลยี
KEY
POINTS
- โลกการค้าแบ่ง 4 ขั้ว กระแสโลกาภิวัฒน์อ่อนแรง ไทยอยู่ตรงกลาง เร่งสร้างแต้มต่อรับคลื่นลงทุนใหม่
- พาณิชย์ แนะเอกชนไทยเร่งปรับตัวรับโอกาส ใช้ FTA-เทคโนโลยี สร้างความไว้ใจให้ประเทศคู่ค้า เพิ่มแต้มต่อทางการค้า
- เอกชน จี้รัฐเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ-กฎหมาย ดึงดูดลงทุน
โลกการค้าในวันนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังถูกกำหนดโดยปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้น การแบ่งขั้วของมหาอำนาจและความขัดแย้งในหลายภูมิภาคกำลังเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าโลก
ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทาน การลงทุน และการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตทั่วโลกต้องปรับตัวครั้งใหญ่
ในงานสัมมนา "WINNING IN TRADE UNDER THE NEW WORLD ORDER: การค้าที่ต้องชนะ ในกติกาโลกใหม่" ซึ่งจัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) ร่วมกับ เนชั่น กรุ๊ป
ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและภาคธุรกิจได้ร่วมถอดรหัสระเบียบโลกเศรษฐกิจใหม่ พร้อมวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายที่ไทยต้องเผชิญ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ดังนี้
โลกแบ่งเป็น 4 ขั้ว ไทยได้เปรียบอยู่ตรงกลาง
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้ฉายภาพประเด็นใหญ่ผ่าน ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Winning in Trade Under the New World Order การค้าที่ต้องชนะในกติกาโลกใหม่" ว่า ระบบการค้าโลกในอดีต เคยขับเคลื่อนภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) เป็นหลัก แต่ในตอนนี้
กระแสโลกาภิวัตน์ ที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเริ่มอ่อนแรงลง และเกิดการแบ่งขั้วทางการค้า อย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ
- สหรัฐอเมริกา
- จีน
- กลุ่มพันธมิตรสหรัฐฯ (ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย)
- กลุ่มประเทศที่เป็นกลาง ซึ่งรวมถึงประเทศไทย อินโดนีเซีย และอินเดีย
ทั้งนี้ การวางตัวเป็นกลางของไทยถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้สามารถค้าขายได้กับทุกขั้ว แต่ต้องระมัดระวังการใกล้ชิดขั้วใดขั้วหนึ่งมากเกินไปจนอาจถูกกีดกัน ดังนั้น "ความเชื่อมั่น" (Trust) จะกลายเป็นหัวใจสำคัญในการเลือกคู่ค้า ซึ่งหากไทยเป็นคู่ค้าที่น่าไว้ใจได้ ก็จะสร้างโอกาสทางการค้าที่ยั่งยืน
ดร.กิริฎา กล่าวต่อว่า กติกาโลกใหม่ให้ความสำคัญกับ "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" (Economic Security) มากขึ้น โดยเปลี่ยนจากระบบ Just in Time เป็น Just in Case ที่เน้นความปลอดภัยและกักตุนทรัพยากร โดยเฉพาะความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงความมั่นคงทางอาหารซึ่งไทยมีความได้เปรียบจากการเป็นผู้ผลิตอาหารส่วนเกิน
เตือนเอกชนรับมือภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301
อีกประเด็นที่ต้องจับตา ดร.กิริฎา กล่าวว่า คือมาตรการภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ที่ตรวจสอบไทย 2 คดี ได้แก่ การนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ และกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม
โดยเบื้องต้นสหรัฐประกาศอัตราภาษีที่ 12.5% และคาดว่าผลสรุปฉบับสุดท้ายในวันที่ 24 ก.ค..คาดว่าจะปรับขึ้นสูงกว่า 12.5 % แต่จะเป็นเท่าไรนั้นประเมินไม่ได้
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจาเพื่อให้ไทยยังคงความสามารถในการแข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมกับเร่งขยาย FTA ตลาดใหม่ และก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 20 และกำลังเร่งขยายเครือข่าย FTA ซึ่งปัจจุบันมี 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และในปี 2570
คาดว่าจะมี FTA ใหม่เพิ่มอีกอย่างน้อย 2 ฉบับ ได้แก่ ไทย-EFTA ซึ่งครอบคลุมสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ รวมถึง FTA ไทย-ภูฏาน
ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งขณะนี้เข้าสู่การเจรจารอบที่ 10 แล้ว โดยรัฐบาลตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายในสิ้นปี 2569 นี้
นอกจากนี้ยังมีการเจรจาระหว่างอาเซียนกับแคนาดา และอาเซียนกับเกาหลีใต้ ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทยในอนาคต
กรมการค้าต่างประเทศ ชี้ 3 แกนหลัก เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ
ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ได้ยกระดับบทบาทจากเดิมที่เป็นเพียงผู้ควบคุม และผู้ส่งเสริม เข้าสู่ยุค "ผู้บูรณาการการค้า" เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและกติกาการค้าใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวด
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกใหม่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันของมหาอำนาจโลก วิกฤตพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งส่งผลให้การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจทำได้ยากขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในหลายประเทศเริ่มลดลง
นางอารดา กล่าวว่า 3 แกนสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการค้าโลก ประกอบด้วย
1.การเปลี่ยนผ่านจากโลกาภิวัตน์ (Globalization) ไปสู่ภาวะการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ (Fragmentation) ที่ประเทศต่าง ๆ เลือกเชื่อมโยงและค้าขายกับพันธมิตรที่ไว้วางใจได้มากขึ้น
2. การให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือความเสี่ยง (Resilience) มากกว่าประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำเพียงอย่างเดียว
3.การเปลี่ยนจากแนวคิดการค้าเสรี (Free Trade) ไปสู่การค้าเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Trade) ที่ประเทศต่าง ๆ ใช้มาตรการทางการค้าและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีเพิ่มมากขึ้น
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจึงไม่สามารถพิจารณาเฉพาะปัจจัยทางเศรษฐกิจได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติ ภูมิรัฐศาสตร์ และกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โดยภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลกต่อไป รวมถึง ดึง SMEs เข้าสู่ระบบส่งออกมากขึ้น
นางอารดา กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาการค้าต่างประเทศสูงกว่า 60% ของ GDP อย่างไรก็ตาม แม้กรมฯ จะมีการออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (CO) กว่า 1.3 ล้านฉบับต่อปี
แต่มีผู้ประกอบการมาใช้บริการเพียงหลักหมื่นรายจาก SMEs ทั้งหมด 3 ล้านราย กรมฯ จึงตั้งเป้าที่จะขยายฐานกลุ่ม SMEs ให้เข้ามาใช้บริการและทำการค้าต่างประเทศให้ได้ถึง 25-50% ตามมาตรฐานประเทศที่เจริญแล้ว
เอกชน จี้รัฐเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ-กฎหมาย ดึงดูดลงทุน
ในส่วนภาคเอกชน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ประชาชน เกษตรกร จำเป็นต้องปรับตัว ในขณะที่หัวเรือหลักต้องพิจารณาว่าจุดยืนของตนเองอยู่ที่ไหน เนื่องจากนโยบายที่เน้นแต่เพียงในประเทศไม่สามารถขับเคลื่อนรายได้หลักได้อีกต่อไป
ดร.พจน์ เสนอให้ภาครัฐปรับบทบาทจากผู้ควบคุมมาเป็น “ผู้ช่วยและผู้สนับสนุน” โดยต้องปรับบทบาททำงาน เร่งแก้ไขกฎหมายทั้งกฎหมายหลักและกฎหมายลูกที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการเติบโต
นอกจากนี้ยังต้องแก้ปัญหาการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เนื่องจากคะแนนความโปร่งใสของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่ากังวล ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
รวมถึงการดึงดูดการลงทุนและเงื่อนไขใหม่ของโลก ในขณะที่การลงทุนผ่าน BOI มีมูลค่ามหาศาล แต่เงื่อนไขการลงทุนในปัจจุบันถูกบีบด้วยมาตรฐานโลก เช่น การต้องนำเทคโนโลยี AI และ Robot มาใช้ รวมถึงความเข้มงวดเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป
ไทยต้องบีบให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน ต้องสร้าง Supply Chain และเกิดการร่วมทุนกับผู้ประกอบการไทยเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างงานในประเทศ เหมือนเช่นตัวอย่างของโตโยต้าในอดีต
ปัจจุบันนักลงทุนรายใหญ่จาก ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และมาเก๊า นิยมไปตั้งฐานการดำเนินงานที่สิงคโปร์ เนื่องจากมีข้อได้เปรียบด้าน ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต่ำเพียง 15% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 20% รวมถึงสิทธิประโยชน์ภาษีเงินได้สำหรับผู้บริหาร ทำให้บริษัทข้ามชาติมักเลือกสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้า (Trading Hub) เพื่อบริหารจัดการภาษี
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดแข็งที่ชาวต่างชาติมองว่าเป็น Safe heaven หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มทุนญี่ปุ่นที่พยายามเข้ามาในไทยเพื่อถ่วงดุลอำนาจการลงทุนกับจีน แต่ไทยต้องมีกลยุทธ์ในการเจรจาเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยการสนับสนุนให้เกิดการใช้วัตถุดิบในภูมิภาค (RVC) และการสร้าง Local Content ในประเทศเราให้มากขึ้น
แต่สิ่งที่เรายังเสียเปรียบคือ ปัญหาโครงสร้างประชากรที่ขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก คนไทยรุ่นใหม่ไม่สู้งานหนักจนต้องนำเข้าทั้งแรงงานต่างด้าวและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ ภาคเกษตรซึ่งครอบคลุมประชากรเกือบครึ่งประเทศยังคงอ่อนแอและไม่มีรายได้เพียงพอ จึงจำเป็นต้องมี การปฏิรูปภาคเกษตรครั้งใหญ่ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับเศรษฐกิจฐานราก
AI คือ "โรงงานอัจฉริยะ" และอาวุธใหม่ในสงครามยุคดิจิทัล
ขณะที่นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ชี้ให้เห็นว่าโลกปัจจุบันไม่ได้แบ่งขั้วเพียงแค่การเมืองระหว่างอเมริกาหรือจีนอีกต่อไป แต่เป็นการแบ่งขั้วระหว่าง "ขั้ว AI" และ "ขั้ว Non-AI" ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและอำนาจต่อรองในระดับโลก
ปัจจุบัน AI ไม่ได้เป็นเพียงซอฟต์แวร์เหมือนในอดีต แต่เปรียบเสมือน "โรงงานผลิตความฉลาด" ที่ต้องการทรัพยากรมหาศาล โดยเฉพาะพลังงานและกำลังการคำนวณ (Computing Power)
ในปัจจุบัน เช่น รัสเซีย-ยูเครน หรือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้กลายเป็น "สงคราม AI" ครั้งแรกของโลก ที่เปลี่ยนจากการวัดกันด้วยจำนวนรถถังมาเป็นการใช้โดรน, Data Center และการประมวลผลข้อมูลแบบ Real-time เพื่อกำหนดทิศทางของการรบ ใครที่มี Computing Power เหนือกว่าคือผู้ชนะ
ในด้านเศรษฐกิจ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI กลายเป็นสินค้าที่ "ไม่เกี่ยงราคา" เห็นได้จากราคา Memory DRAM ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 5 เท่าภายในปีเดียว เพราะทุกบริษัทต้องเร่งสะสมทรัพยากรเพื่อสร้าง AI เพื่อให้เห็นภาพว่าประเทศไทยควรอยู่ตรงไหน นายบุรินทร์ ได้เปรียบเทียบโครงสร้างพื้นฐาน AI เป็น "เค้ก 5 ชั้น" คือ
- พลังงาน (Energy): เป็นชั้นที่สำคัญที่สุด ไทยมีโอกาสในด้านพลังงานสะอาด (Green Energy) ที่ต้องเร่งคว้ามาให้ได้
- ชิป (Chips): ชั้นนี้ไทยเข้าถึงยาก เพราะมีผู้เล่นหลักที่ครองตลาดอย่างไต้หวัน เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ อยู่แล้ว
- โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure): ไทยมีศักยภาพสูงเนื่องจากมีที่ดิน น้ำ และไฟที่พร้อม แต่ต้องระวังไม่ให้เป็นเพียง "ผู้ให้เช่าที่ดิน" (Landlord) เท่านั้น แต่ต้องดึงเอาสิทธิประโยชน์และซัพพลายเชนมาสู่ประเทศให้ได้มากที่สุด
- โมเดล (Models): เป็นส่วนที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญระดับสูง ซึ่งไทยอาจจะยังไม่โดดเด่นในตอนนี้
- แอปพลิเคชัน (Applications): ไทยสามารถชนะในชั้นนี้ได้ด้วยการนำ AI ไปปรับใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต, การศึกษา และการท่องเที่ยว
"อมตะ" ชี้ช่องไทยรับคลื่นลงทุนระลอกใหม่
นายสัทธา วนลาภพัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากข้อมูลการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ในปี 2568 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นราว 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการขยายตัวของการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก
ในจำนวนนี้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับเม็ดเงินลงทุนประมาณ 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสิงคโปร์ครองสัดส่วนราวครึ่งหนึ่ง ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย ต่างได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุนดังกล่าว โดยไทยมีเม็ดเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
“โอกาสกำลังเดินเข้ามาหาไทย และอาจเป็นการเติบโตที่มากกว่าระดับปกติ การลงทุนในอนาคตจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเตรียมความพร้อมเพื่อคว้าโอกาสดังกล่าวให้ได้”
นายสัทธากล่าวต่อว่า ปัจจุบันอมตะดำเนินธุรกิจพัฒนาและบริหารนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทย เวียดนาม และเริ่มขยายการลงทุนไปยัง สปป.ลาว โดยมีพื้นที่พัฒนารวมกว่า 150 ตารางกิโลเมตร รองรับโรงงานอุตสาหกรรมราว 1,600 แห่ง และสร้างการจ้างงานมากกว่า 300,000 ตำแหน่ง
สำหรับอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาขับเคลื่อนการลงทุนรอบใหม่ ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแตกต่างจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เน้นการผลิตชิ้นส่วนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ระบบอัตโนมัติ (Automation) และอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ห้องปลอดเชื้อหรือระบบควบคุมสภาพแวดล้อมเฉพาะทาง
ทั้งนี้ การรองรับนักลงทุนกลุ่มใหม่จำเป็นต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่อุตสาหกรรม และระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ต้องใช้เวลาและการวางแผนล่วงหน้า
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขันในอนาคต โดยเฉพาะการจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ผู้ซื้อและนักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น
นายสัทธาระบุว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องรู้ศักยภาพและจุดแข็งของตนเอง พร้อมเตรียมข้อมูลและแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถดึงดูดและสร้างประโยชน์จากกระแสการลงทุนรอบใหม่ได้สูงสุด







