
ยืนเหนือสงครามราคา ด้วยเกมพรีเมียม ลูกค้าคือคนตัดสิน ใครชนะในเกมนี้
เพราะเชื่อว่า "ของดีไม่จำเป็นต้องขายถูก" เปิดแนวคิดของ สุรเวช เตลาน กับกลยุทธ์ที่เดิมพันด้วยคุณภาพและประสบการณ์ลูกค้า หวังยืนระยะในเกมที่ดุเดือดที่สุดของธุรกิจร้านอาหาร
ท่ามกลางสมรภูมิ "สงครามหม้อไฟ" ที่กำลังระอุ แบรนด์ยักษ์ใหญ่ ต่างพากันกระโดดลงมาเล่นเกมราคา หั่นกำไร หรือแม้แต่ขยายเวลาเปิด ปิด เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด
แต่สำหรับ Mo-Mo-Paradise ภายใต้การนำของ สุรเวช เตลาน เขากลับเลือกเส้นทางที่ต่างออกไป คือการ "ยืนเหนือสงครามราคา" ด้วยกลยุทธ์พรีเมียมที่ยึดถือมาตลอด 18 ปี
ไม่ได้ "หนี" แต่เลือก "ไม่ลงไปแข่ง"
เมื่อถูกถามถึงกระแสการแข่งขันที่ดุเดือด สุรเวช ให้ทัศนะอย่างชัดเจนว่า Mo-Mo-Paradise วางตัวเองไว้ในระดับ กลางกึ่งพรีเมียม มาตั้งแต่ต้น แม้ในวันที่คู่แข่งเจ้าใหญ่ที่มีสายป่านยาวกว่าจะลงมาเล่นเกม Mass และหั่นราคา แต่เขาเลือกที่จะ ไม่ลงไปแข่งราคา เพราะมองว่าหากสู้ด้วยวิธีนั้น คงสู้เจ้าใหญ่ไม่ได้
กลยุทธ์ในช่วงที่ตลาดผันผวนจึงไม่ใช่การลดราคา แต่เป็นการกลับมากระชับระบบการทำงาน ปรับปรุงการบริการ และดูแลบรรยากาศร้านให้ดีขึ้น เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ "คุ้มค่า" ที่สุดให้กับลูกค้า เพราะในมุมมองของ Mo-Mo-Paradise "ความคุ้มค่า" ไม่ได้เท่ากับ "ราคาถูกที่สุด"
เขาอธิบายว่า หากลูกค้ากำเงินมา 300-400 บาท แล้วรู้สึกว่าการกิน Mo-Mo แพงไปนิด สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือการมอบสิ่งที่ "มากกว่า" มูลค่าเงินที่เขาจ่ายมา เช่น เนื้อวัวที่ใช้ ต้องมาจากสายพันธุ์เดียว ฟาร์มเดียว และเกรดเดียวกับที่ใช้ตั้งแต่วันแรก เมื่อหลายสิบปีก่อน โดยไม่เคยเปลี่ยนเกรดเพื่อลดต้นทุน และความอร่อยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความคุ้มค่า แต่ต้องบวกด้วยบริการที่ดี รอยยิ้ม ความสะอาด และบรรยากาศที่น่าไว้วางใจ
สร้าง "สีสัน" โดยไม่เสีย "ตัวตน"
แม้จะไม่เล่นสงครามราคา แต่ Mo-Mo-Paradise ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง สุรเวช จึงเน้นการตลาดแบบ Communication หรือการสื่อสารกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ มีการออกเมนูพิเศษหรือ Seasonal Menu เช่น เนื้อวัวหรือหมูส่วนพิเศษ และซุปใหม่ๆ ที่พัฒนาร่วมกับทางญี่ปุ่น
นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นไวรัลเสมอคือ "เมนูของหวานและไอศครีม" ที่ผ่านการคัดสรรและตัวเขาเองต้อง Approve ด้วยตัวเอง เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความพิเศษที่หาจากที่อื่นไม่ได้ แม้จะไม่ใช่โปรดักต์หลักแต่ก็เป็นจุดที่สร้างความประทับใจให้ลูกค้าอยากกลับมาซ้ำ
บทเรียนตลอด 18 ปีของการเติบโตจากสาขาเดียวสู่กว่า 30 สาขา สอนให้เขารู้ว่า การทำธุรกิจไม่ได้มีเป้าหมายที่ "เงิน" เป็นหลัก
ในอนาคตอีก 3 ปีข้างหน้า เขามองว่าผู้ที่จะชนะในสงครามหม้อไฟนี้จริงๆ คือ "ลูกค้า" เพราะแต่ละแบรนด์จะเริ่มชัดเจนในตัวตนและฐานลูกค้าของตัวเองมากขึ้น และสำหรับ Mo-Mo-Paradise ชัยชนะไม่ได้วัดจากการมีสาขามากที่สุด แต่คือการชนะใจตัวเองและรักษามาตรฐาน "สิ่งที่ดีที่สุด" ให้คงเส้นคงวาตลอดไป







