
กรอ.ถกนัดแรกจันทร์นี้ ชงปฏิรูปประเทศ 4 ด้าน สั่ง BOI รีเซ็ท ลงทุน Data Center
ย“อนุทิน” เตรียมนั่งหัวโต๊ะประชุม กรอ. นัดแรก 23 มิ.ย. วางหมากปฏิรูปโครงสร้างประเทศ 4 ด้าน เร่งแก้ปัญหาพลังงาน แรงงาน ทักษะคน และกฎระเบียบ พร้อมยกเครื่องยุทธศาสตร์ BOI ใหม่ เชื่อมการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคตสู่ SME สร้างการเติบโตทั่วถึง
KEY
POINTS
- การประชุม กรอ. นัดแรกจะเสนอแผนปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ 4 ด้านหลัก ได้แก่ พลังงาน, การศึกษาและแรงงาน, และการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- วาระสำคัญคือการทบทวนยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ครั้งใหญ่ เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดาต้าเซ็นเตอร์
- แนวทางใหม่ของ BOI จะมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงการลงทุนตลอดห่วงโซ่คุณค่า และกระจายประโยชน์สู่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) นัดแรก ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และตนเองเป็นรองประธาน จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยระยะยาว โดยจะนำข้อเสนอและความเห็นจากภาคเอกชนมาจัดทำเป็นวาระขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ การประชุม กรอ. ครั้งแรกจะมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การศึกษา แรงงานและทักษะกำลังคน และปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
โดยการประชุมนัดนี้ จะเริ่มจากการกำหนดโจทย์ร่วมกันว่าปัญหาสำคัญของประเทศไทยที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเห็นตรงกันมีอะไรบ้าง และควรวางแผนแก้ไขอย่างไร โดยจะนำข้อเสนอจากภาคเอกชนมาพัฒนาเป็นแผนงานขับเคลื่อนประเทศ
“แนวทางการดำเนินงานจะมุ่งเน้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เมื่อได้โจทย์ที่ชัดเจนแล้ว จะจัดทำแผนงานเป็นลำดับขั้น โดยกำหนดเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ผ่านโครงการ Quick Big Win ที่ประชาชนและภาคธุรกิจจะเห็นผลอย่างไรในภายใน 6 เดือน และ 1 ปี เพื่อยกระดับประเทศในระยะยาวมากกว่าการโฟกัสแค่ตัวเลข GDP ในปีนี้” นายเอกนิติ กล่าว
พร้อมย้ำว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปีนี้ให้เกิน 2% เท่านั้น แต่ต้องการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืน โดยเฉพาะการเร่งแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
นายเอกนิติ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ IMD World Competitiveness Ranking 2026 ที่ไทยปรับอันดับดีขึ้น 4 อันดับ รวมถึงการที่ S&P ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ BBB+ และคงมุมมองมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)
สำหรับจุดแข็งที่องค์กรระหว่างประเทศมองเห็น คือ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของไทย ทั้งทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง อัตราการว่างงานต่ำ และการฟื้นตัวของการลงทุนที่ปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญที่หลายสำนักจัดอันดับสะท้อนตรงกัน คือ การพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูง ประสิทธิภาพแรงงานและทักษะกำลังคนที่ยังไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานบางด้านที่ยังต้องเร่งพัฒนา
"โจทย์สำคัญของประเทศในวันนี้ไม่ใช่เพียงการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ต้องนำจุดแข็งด้านเสถียรภาพมาเป็นฐานในการสร้างการเติบโตระยะยาว แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในช่วง 4 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะการแก้ข้อจำกัดด้านพลังงาน แรงงาน ทักษะกำลังคน และกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต"
หนึ่งในวาระสำคัญคือการทบทวนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนของประเทศครั้งใหญ่ เพื่อให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Data Center, AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดการแข่งขันทางเศรษฐกิจในอนาคต
ในส่วนของ Data Center นั้น BOI อยู่ระหว่างทบทวนหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ หลังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำในปริมาณสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและกระทบต่อการใช้ทรัพยากรของภาคประชาชนในระยะยาว โดยรัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางให้ผู้ลงทุนร่วมพัฒนาแหล่งพลังงานสะอาดผ่านกลไก Direct PPA เพื่อเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เข้าสู่ระบบ ควบคู่กับการบริหารจัดการผลกระทบด้านทรัพยากรอย่างเหมาะสม
นายเอกนิติ ระบุว่า ประเทศไทยไม่ควรประเมินความสำเร็จของการลงทุน Data Center จากเพียงมูลค่าเงินลงทุนหรือจำนวนโครงการที่เข้ามาเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาว่าการลงทุนดังกล่าวสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด
“Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI แต่โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เกิดระบบนิเวศทางเศรษฐกิจตามมา ไม่ใช่เพียงมีอาคารหรือเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ในประเทศไทย” นายเอกนิติ กล่าว
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงเตรียมปรับยุทธศาสตร์ BOI ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่การพัฒนาบุคลากรด้าน Data Science และ AI การขยายบริการ Cloud Service การส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย ตลอดจนการทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้ในต้นทุนที่เหมาะสม มีความปลอดภัยด้านข้อมูล และรักษาอธิปไตยทางดิจิทัลของประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมปรับแนวทางส่งเสริมการลงทุนให้เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม SME เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่กระจายประโยชน์สู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ภายใต้เป้าหมายการสร้าง Inclusive Growth หรือการเติบโตที่ทั่วถึง
ล่าสุด BOI ได้อนุมัติโครงการภายใต้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสนับสนุน SME ในการปรับปรุงเครื่องจักร ยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มผลิตภาพ และเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ขณะที่ภาครัฐยังเตรียมผลักดันมาตรการ Local Content และโครงการ “พี่ช่วยน้อง” เพื่อเชื่อมโยงบริษัทขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการไทยให้สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้มากขึ้น
สำหรับแผนการขับเคลื่อนในสัปดาห์หน้า หลังการประชุม กรอ. วันที่ 23 มิถุนายน จะมีการจัดกิจกรรม BOI Fast Pass ในวันที่ 24 มิถุนายน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนให้กับโครงการที่ได้รับการส่งเสริมแล้ว
ขณะที่วันที่ 26 มิถุนายน จะมีการประชุมคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อพิจารณาโครงการในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชน โดยมีเป้าหมายให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศเกิดความสมดุลและยั่งยืน พร้อมยกระดับระบบโลจิสติกส์และศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว
ด้านนายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สิ่งสำคัญคือการนำจุดแข็งด้านเสถียรภาพของไทยมาต่อยอดสู่การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในอนาคต
“เสถียรภาพเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่เส้นชัย สิ่งสำคัญคือเราจะใช้เสถียรภาพที่มีอยู่ไปสร้าง Growth Story ใหม่ให้ประเทศอย่างไร” นายสันติธาร กล่าว







