
กมธ.ปปง. เรียก 8 หน่วยงานสอบเส้นทางฟอกเงินผ่านแอปเทรดหุ้น
กมธ.ปปง. เรียก ก.ล.ต. ตำรวจสอบสวนกลาง และหน่วยงานเกี่ยวข้องรวม 8 แห่ง ชี้แจงคดีฟอกเงินผ่านบริษัทหลักทรัพย์ เร่งตรวจเส้นทางเงินแก๊งสแกมเมอร์
นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยถึงกรอบการประชุมเพื่อตรวจสอบมาตรการป้องกันการใช้แพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทโบรกเกอร์เป็นช่องทางในการฟอกเงินและปิดบัญชีม้า ภายหลังกรณีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ดำเนินการจับกุมเครือข่ายผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ว่า คณะกรรมาธิการได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 8 หน่วยงานเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อเร่งตรวจสอบช่องโหว่ของระบบและหาแนวทางป้องกันไม่ให้ตลาดทุนถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ
นายพิทักษ์เดชกล่าวว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากปฏิบัติการ “ฟอกเงิน ฟอกคน” ของตำรวจสอบสวนกลางเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งสามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการนำเงินจากการกระทำผิดเข้าสู่ระบบตลาดทุน เพื่อเปลี่ยนเงินผิดกฎหมายให้กลายเป็นเงินที่ดูถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนนำกลับมาใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและสังคม
การประชุมครั้งนี้จึงได้เชิญหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และบริษัทที่ปรากฏชื่อในคดี เข้าร่วมให้ข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อประเมินมาตรการกำกับดูแลและติดตามความคืบหน้าของคดี
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะมุ่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงของผู้ที่อาจเป็นตัวการสำคัญในขบวนการ รวมถึงตรวจสอบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและขยายผลไปถึงระดับใดแล้ว โดยเฉพาะการติดตามต้นทางและปลายทางของเงินที่มาจากการกระทำผิด
“ประเด็นสำคัญคือการตรวจสอบว่าเงินจากการหลอกลวงถูกส่งผ่านช่องทางใดบ้าง มีการเชื่อมโยงไปถึงบุคคลหรือองค์กรใด และหน่วยงานกำกับดูแลได้ดำเนินมาตรการป้องกันหรืออุดช่องโหว่แล้วหรือไม่ เรื่องนี้จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด” นายพิทักษ์เดชกล่าว
สำหรับมูลค่าความเสียหายจากคดีดังกล่าว ประธานกรรมาธิการ ปปง. ระบุว่า ขณะนี้มีมูลค่าค่อนข้างสูง แต่ยังต้องรอฟังรายละเอียดจากตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานเจ้าของคดี รวมถึงรับฟังแนวทางและมาตรการจาก ก.ล.ต. ว่าจะมีการยกระดับการกำกับดูแลและป้องกันเหตุลักษณะนี้ในอนาคตอย่างไร
นายพิทักษ์เดชยังสะท้อนมุมมองในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินรองรับอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังอาจมีช่องว่างที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนของลูกค้า (KYC) รวมถึงเทคโนโลยีตรวจสอบอัตลักษณ์ เช่น ระบบสแกนใบหน้า ซึ่งควรมีความเข้มงวดมากขึ้นเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์หรือการเปิดบัญชีแทนผู้อื่น
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยังเตรียมสอบถาม ก.ล.ต. ถึงเส้นทางการเงินในคดีว่า เงินที่ถูกหลอกลวงจากผู้เสียหายถูกโอนเข้าสู่บัญชีม้าก่อน แล้วส่งต่อไปยังบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์โดยตรงหรือไม่ และหากมีการโอนจากบัญชีม้าเข้าสู่ระบบบริษัทหลักทรัพย์ จะเข้าข่ายเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการฟอกเงินหรือไม่ รวมถึงมีมาตรการตรวจจับธุรกรรมผิดปกติอย่างไร
ประธานกรรมาธิการ ปปง. ยืนยันว่า การพิจารณาในครั้งนี้จะดำเนินการอย่างรอบคอบและเต็มที่ โดยจะอาศัยข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วน และนำไปสู่การยกระดับมาตรการป้องกันการฟอกเงินผ่านตลาดทุน ซึ่งกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของระบบการเงินไทยในปัจจุบัน







