posttoday
GCAP ดึง “หมีเนย” ปลุกตลาดทอง! เปลี่ยนนักสะสมสู่ “นักออมทอง” ดันฐานรายย่อยโต 40%

GCAP ดึง “หมีเนย” ปลุกตลาดทอง! เปลี่ยนนักสะสมสู่ “นักออมทอง” ดันฐานรายย่อยโต 40%

25 พฤษภาคม 2569

GCAP GOLD ดึงคาแรกเตอร์ยอดฮิต “หมีเนย” ตัวช่วยรีแบรนด์ธุรกิจ หวังเปลี่ยนนักสะสมกลายเป็นนักออมทองยุคดิจิทัล ผ่านแอปที่เริ่มออมได้ตั้งแต่หลักร้อย พร้อมตั้งเป้าดันฐานลูกค้ารายย่อยแตะ 35-40% ใน 3-5 ปี

KEY

POINTS

  • GCAP GOLD ดึงคาแรกเตอร์ยอดฮิต “หมีเนย” ตัวช่วยรีแบรนด์ธุรกิจ
  • หวังเปลี่ยนนักสะสมกลายเป็นนักออมทองยุคดิจิทัล ผ่านแอปที่เริ่มออมได้ตั้งแต่หลักร้อย
  • พร้อมตั้งเป้าดันฐานลูกค้ารายย่อยแตะ 35-40% ใน 3-5 ปี

จากธุรกิจค้าทองคำที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวของคนรุ่นใหม่ วันนี้ “บริษัท จีแคป จํากัด (GCAP GOLD)” กำลังพยายามเปลี่ยนเกม ด้วยการดึง “หมีเนย” คาแรกเตอร์ยอดนิยมเข้ามาเป็นตัวช่วยสร้างสีสันและเข้าถึงผู้บริโภควงกว้าง

หวังเปลี่ยนภาพจำของทองคำจากสินทรัพย์ราคาแพง ให้กลายเป็น “การออมที่เริ่มต้นได้ง่าย” ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

นายธนพิศาล คูหาเปรมกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีแคป จํากัด (GCAP GOLD) เปิดเผยว่า ภายหลังการเปิดตัวและวางจำหน่ายคอลเลกชันพิเศษ “GCAP GOLD x Butterbear” ในช่วงระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา สร้างยอดขายกว่า 20,000 ชิ้น เนื่องจากได้รับกระแสตอบรับจากนักลงทุนรุ่นใหม่มัมหมีด้อมน้องหมีเนยอย่างต่อเนื่อง

ถือว่าตอบโจทย์ทุกเจนเนอเรชัน โดยตั้งเป้ายอดขายทั้งปี 2569 นี้ แตะระดับ 100,000 ชิ้น

ทั้งนี้เป้าหมายของบริษัทไม่ได้มองเพียงยอดขายสินค้าเกี่ยวกับหมีเนย หรือการทำคอลเลกชันพิเศษเท่านั้น แต่ต้องการใช้กระแสความนิยมของคาแรกเตอร์ดังเป็นเครื่องมือช่วยขยายฐานลูกค้ารายย่อย และทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงการลงทุนทองคำได้ง่ายขึ้น

เปลี่ยนทองคำให้เป็นเรื่องใกล้ตัว

GCAP มองว่า ภาพจำของธุรกิจทองคำในอดีตยังผูกอยู่กับร้านทองแบบดั้งเดิม หรือการซื้อขายมูลค่าสูงที่อาจทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกเข้าถึงยาก จึงพยายามปรับแนวคิดใหม่ ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ที่จับต้องง่ายขึ้น ทั้งทองชิ้นเล็ก กิฟต์การ์ดทอง และสินค้าที่เชื่อมโยงกับคาแรกเตอร์ยอดนิยมอย่าง “หมีเนย”

บริษัทเชื่อว่าอารมณ์ร่วมของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มนักสะสมหรือแฟนคลับ จะช่วยทำให้ “การซื้อทอง” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผลตอบแทน แต่ยังมีคุณค่าทางจิตใจและความรู้สึกอยากสะสมเพิ่มเข้ามา

GCAP ดึง “หมีเนย” ปลุกตลาดทอง! เปลี่ยนนักสะสมสู่ “นักออมทอง” ดันฐานรายย่อยโต 40%

หวังดึงฐานรีเทลโต 35-40%

ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้ารายย่อยของ GCAP อยู่ที่ประมาณ 20% ของธุรกรรมทั้งหมด โดยบริษัทตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 35-40% ในระยะยาว 3-5 ปี ผ่านการผลักดันบริการออมทองบนแอปและการออกสินค้าใหม่ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น

จุดสำคัญคือการทำให้คนเริ่มต้นลงทุนได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องซื้อทองคำแท่งขนาดใหญ่ราคาแพง แต่สามารถทยอยออมได้ตั้งแต่หลักร้อยบาท หรือเลือกสะสมทองคำในรูปแบบที่เหมาะกับกำลังซื้อของตนเอง

“ทองแพงขึ้นเรื่อยๆ ถ้ายังขายขั้นต่ำระดับทองคำแท่ง 1 บาทหรือ 5 บาท คนจำนวนมากจะเข้าไม่ถึง เราจึงพยายามทำให้เล็กที่สุด เพื่อให้ทุกคนเริ่มออมได้ ลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นวัยผู้ใหญ่ที่คุ้นเคยกับทองคำ แต่ก็เริ่มเห็นคนรุ่นใหม่เข้ามามากขึ้น เนื่องจากระบบเปิดโอกาสให้ออมได้ตั้งแต่หลัก 100 บาท”

แม้กระแสตอบรับของหมีเนยจะเริ่มดีขึ้น แต่ GCAP ยอมรับว่ายังไม่ได้เดินหน้าโฆษณาหรือทำตลาดเชิงรุกอย่างจริงจัง โดยปัจจุบันการรับรู้ส่วนใหญ่เกิดจากการบอกต่อของกลุ่มลูกค้า ร้านทอง และคอนเทนต์ที่ผู้บริโภคช่วยแชร์กันเอง นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณาออกคอลเลกชันพิเศษเพิ่มเติม ทั้งในรูปแบบตุ๊กตา เสื้อผ้า หรือสินค้าดีไซน์เฉพาะ (Exclusive Collection) เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและสร้างความแตกต่างในตลาดทองคำ

สำหรับ GCAP โปรเจกต์ “หมีเนย” อาจไม่ใช่แค่การขายของที่ระลึก แต่เป็นหมากสำคัญในการรีแบรนด์ธุรกิจทองคำให้ทันยุค และเปลี่ยน “นักสะสม” ให้กลายเป็น “นักออมทอง” ในอนาคต

GCAP ดึง “หมีเนย” ปลุกตลาดทอง! เปลี่ยนนักสะสมสู่ “นักออมทอง” ดันฐานรายย่อยโต 40%

แอปออมทองของ GCAP มีความยืดหยุ่นสูง ผู้ใช้งานสามารถเลือกออมได้ทั้งในรูปแบบ “จำนวนกรัม” หรือ “จำนวนเงิน” โดยกำหนดได้เองว่าจะลงทุนทองคำประเภท 95.5% หรือ 99.99% รวมถึงสามารถตั้งแผนออมแบบอัตโนมัติผ่านระบบ ATS ของธนาคารได้

ผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องรับทองคำจริงกลับบ้านทันที หากไม่สะดวกสามารถฝากทองไว้กับบริษัทได้ และตรวจสอบปริมาณทองคำในบัญชีผ่านแอปได้ตลอดเวลาเมื่อต้องการขาย ผู้ใช้งานสามารถกดขายผ่านแอปตามราคาที่พึงพอใจ และเลือกรับเงินสดได้ทันที หรือหากต้องการถอนทองคำจริงก็สามารถแจ้งรับได้เช่นกัน

“ถ้าทองอยู่ในแอป นักลงทุนไม่ต้องเดินถือทองไปหน้าร้านเพื่อล็อกราคาอีกต่อไป แค่เปิดแอป ดูราคาที่พอใจ แล้วกดขายได้เลย”นายธนพิศาลกล่าว

สิ่งสำคัญคือระบบช่วยสร้างวินัยให้กับนักลงทุน ซึ่งได้ทดลองใช้งานจริงด้วยตนเอง โดยตั้งระบบให้ตัดบัญชีอัตโนมัติทุกวันพุธ เวลา 10.00 น. เพื่อออมทองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวทางเฉลี่ยต้นทุน (Dollar-Cost Averaging หรือ DCA) ที่ช่วยลดความกังวลเรื่องจับจังหวะราคา

การออมทองลักษณะนี้อาจไม่ได้ซื้อในราคาต่ำที่สุดหรือสูงที่สุด แต่จะได้ “ราคาเฉลี่ย” ซึ่งเหมาะกับการลงทุนระยะยาว เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ยังคงมูลค่า แม้ราคาจะผันผวน แต่โดยทั่วไปโอกาสขาดทุนรุนแรงจนมูลค่าหายไปเหมือนหุ้นบางประเภทถือว่าต่ำกว่า

อย่างไรก็ดี ทองเป็นสินทรัพย์ออมระยะยาว ทุกช่วงเวลาเป็นจังหวะลงทุนทองได้ หากใช้วิธีเฉลี่ยต้นทุน เพราะไม่มีใครคาดเดาจุดต่ำสุดหรือสูงสุดของราคาได้อย่างแม่นยำ

หากต้องการลงทุนทอง เช่น 100,000 บาท อาจแบ่งซื้อเป็นงวดๆ แทนการทุ่มซื้อครั้งเดียว เพื่อให้ได้ต้นทุนเฉลี่ยและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา

“อย่าพยายามจับจังหวะตลาด เพราะไม่มีใครรู้ว่าราคาถูกที่สุดหรือแพงที่สุดอยู่ตรงไหน การเฉลี่ยซื้อช่วยให้เรามีวินัยและลดความเครียดจากการตัดสินใจ”

GCAP ดึง “หมีเนย” ปลุกตลาดทอง! เปลี่ยนนักสะสมสู่ “นักออมทอง” ดันฐานรายย่อยโต 40%

ข่าวล่าสุด

แสนสิริ จับมือ SHARGE ขยายความร่วมมือด้าน EV Charger รับมือพลังงานผันผวน

แสนสิริ จับมือ SHARGE ขยายความร่วมมือด้าน EV Charger รับมือพลังงานผันผวน