
ครม.เคาะ “ไทยช่วยไทยพลัส” แจกเดือนละ 1,000 บ. 4 เดือน ช่วย 43 ล้านคน ใช้สิทธิ 1 มิ.ย.นี้
ครม.ไฟเขียว “ไทยช่วยไทยพลัส” วงเงิน 2 แสนล้านบาท แจกช่วยค่าครองชีพเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน ครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน อายุ 18 ปีขึ้นไป เริ่มใช้สิทธิ 1 มิ.ย.นี้ ผ่านร้านค้าทั่วประเทศ หวังสกัดวิกฤตของแพงไม่ให้ลามกระทบกำลังซื้อ ธุรกิจรายย่อย และการจ้างงาน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (19 พ.ค.69) มีมติเห็นชอบโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อใช้เป็นมาตรการบรรเทาค่าครองชีพ รวมถึงช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง หลังเงินเฟ้อเดือนเมษายนปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3% และมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องไปถึง 5% หากรัฐบาลไม่ดำเนินการอะไร
โดยมีหลักคิดของโครงการแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การช่วยกลุ่มเปราะบาง การช่วยชนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือน รวมถึงการช่วยต่อสภาพคล่องให้ร้านค้ารายเล็กทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาธุรกิจปิดกิจการและการว่างงานในวงกว้าง
"ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ทยอยออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม ทั้งเกษตรกร ผู้ขับรถรับจ้าง ผู้ประกอบการขนส่ง และรถบรรทุก เพื่อรับมือผลกระทบด้านต้นทุนพลังงาน แต่รัฐบาลประเมินว่าขณะนี้วิกฤตกำลังลุกลามจาก ต้นทุนแพงไปสู่ กำลังซื้อหดตัว ซึ่งอาจกระทบประชาชนรายได้น้อย ธุรกิจรายเล็ก และการจ้างงานในระยะต่อไป โดยขณะนี้ไทยมีอัตราว่างอยู่ที่ 1% ถ้าไม่ดำเนินการใดๆ อาจขยับไปอยู่ที่ 2%"
ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อประคองกำลังซื้อ และช่วยพยุงธุรกิจรายย่อยไม่ให้ปิดกิจการ โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะใช้งบประมาณคาดว่าใช้จริงประมาณ 176,000 ล้านบาท ภายใต้กรอบวงเงิน 200,000 ล้านบาท ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท
สำหรับมาตรการรัฐร่วมจ่าย ในรูปแบบ 60/40 ในกลุ่มประชาชนทั่วไป รัฐบาลตั้งงบประมาณไว้ประมาณ 120,000 ล้านบาท รองรับประชาชน 30 ล้านคน โดยรัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนร่วมจ่าย 40% ซึ่งผู้ได้รับสิทธิจะได้รับวงเงินช่วยเหลือสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน
ส่วนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 13.2 ล้านคน รัฐบาลจะเพิ่มวงเงินช่วยเหลือจากเดิม 300 บาทต่อเดือน เพิ่มอีก 700 บาท ทำให้ได้รับรวม 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน หรือคิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 56,000 ล้านบาท
เมื่อรวมงบประมาณของทั้ง 2 มาตรการ จะมีวงเงินใช้จริงรวมประมาณ 176,000 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับกรอบงบประมาณที่รัฐบาลวางไว้สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสจะดูแลประชาชนรวมกว่า 43 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน และประชาชนทั่วไปอีก 30 ล้านคน
สำหรับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับเงินเพิ่มอีก 700 บาท จากเดิมที่ได้รับ 300 บาทต่อเดือน ทำให้รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 เพื่อใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านธงฟ้า
ส่วนสิทธิอื่นของคนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังคงได้รับเงินช่วยเหลือเหมือนเดิมเช่น ในการซื้อก๊าซหุงต้ม เดือนละ 800 บาท ต่อคน ต่อ 3เดือน ,ค่าเดินทางโดยขนส่งสาธารณะ 750บาท ต่อ เดือน ,ค่ากระแสไฟฟ้า 315 บาท ต่อเดือน ต่อครัวเรือน และสำหรับคนพิการที่ถือบัตรคนพิการ จะได้รับเงินเพิ่มเติมอีกเดือนละ 200 บาท ต่อเดือน
ทั้งนี้ ระหว่างดำเนินโครงการ 4 เดือน รัฐบาลจะเร่งทบทวนและปรับปรุงฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้การช่วยเหลือแม่นยำมากขึ้น และครอบคลุมคนจนที่อาจตกหล่นจากระบบเดิม
สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไป รัฐบาลตั้งเป้ารองรับผู้เข้าร่วมโครงการ 30 ล้านคน มากกว่าโครงการในอดีตที่เคยเปิดรับ 20 ล้านคน เนื่องจากพบว่ายังมีประชาชนจำนวนมากต้องการเข้าร่วมแต่ไม่ได้รับสิทธิ โดยสถิติสูงสุดของโครงการลักษณะเดียวกันในอดีตเคยมีผู้ลงทะเบียนประมาณ 28 ล้านคน
"โครงการนี้แตกต่างจากคนละครึ่งเดิม เพราะรัฐบาลช่วยจ่ายมากกว่า คือ 60% ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% อีกทั้งกำหนดอายุผู้มีสิทธิเริ่มต้นที่ 18 ปีขึ้นไป ไม่ใช่ 16 ปีเหมือนในอดีต เนื่องจากต้องการมุ่งช่วยกลุ่มวัยทำงานที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพโดยตรง ขณะที่กลุ่มอายุ 16 ปียังเป็นวัยเรียน "
นอกจากนี้ ยังมีการปรับเงื่อนไขร้านค้าที่เข้าร่วม โดยร้านบริการ เช่น ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้เงินช่วยเหลือถูกใช้กับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน
สำหรับประชาชนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ จะเปิดลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 25-29 พฤษภาคม 2569 ส่วนร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง สามารถยืนยันเข้าร่วมผ่านแอป “ถุงเงิน” ได้ทันที ขณะที่ร้านค้าใหม่สามารถสมัครเข้าร่วมผ่านธนาคารกรุงไทยทุกสาขา
“ย้ำว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ไม่ได้เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งประชาชนจะสามารถใช้จ่ายผ่านโครงการได้ไม่เกินวันละ 200 บาท ในช่วงเวลา 06.00-23.00 น. ระหว่างวันที่ 1 มิ.ย. - 30 ก.ย. 2569 ทั้งนี้ วงเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท จะต้องใช้ให้หมดภายในเดือนนั้น ไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้ และในรอบนี้จะไม่มีการกำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายครั้งแรกเหมือนโครงการที่ผ่านมา”
ทั้งนี้ โครงการยังเปิดให้เชื่อมระบบกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีทั้ง 4 รายใหญ่ โดยคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 หลังใช้เวลาเชื่อมระบบประมาณ 2 สัปดาห์
ด้านนายพยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ระบบลงทะเบียนทั้งหมดจะดำเนินการผ่านแอป “เป๋าตัง” ภายใต้แบนเนอร์ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการเดิมสามารถกดยืนยันสิทธิได้ทันที ส่วนผู้ลงทะเบียนใหม่ ระบบจะใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครองประมาณ 3 วัน
ขณะเดียวกัน ธนาคารยังพัฒนาระบบ AI ภายใต้ชื่อ “นกกระซิบ” เพื่อช่วยร้านค้ารายเล็กวิเคราะห์ยอดขาย ต้นทุน และพฤติกรรมลูกค้า รวมถึงเชื่อมข้อมูลราคาวัตถุดิบจากกรมการค้าภายใน เพื่อช่วยผู้ประกอบการบริหารสต๊อกสินค้าและต้นทุนได้แม่นยำขึ้น
ในระยะถัดไป ระบบดังกล่าวยังสามารถสร้าง Statement ทางการค้าให้ผู้ประกอบการนำไปใช้ยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารรัฐ เพื่อช่วยให้ร้านค้ารายเล็กเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้นอีกด้วย







