
“รพีภัทร์” สั่งสอบล้งจันทบุรี ปมส่งออกทุเรียนลมไปจีน จ่อฟันสวมสิทธิ์ GAP
กรมวิชาการเกษตร เร่งสอบปมทุเรียนลมโผล่ตลาดจีน “รพีภัทร์” สั่งเอาผิดล้งสวมสิทธิ์ GAP ผนึก มกอช.คุมเข้มมาตรฐานทั่วประเทศ
KEY
POINTS
- กรมวิชาการเกษตรสั่งสอบสวนล้งใน จ.จันทบุรี หลังมีผู้ร้องเรียนในจีนว่าได้รับทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนลม)
- การสอบสวนมุ่งเน้นไปที่ข้อสงสัยว่ามีการนำใบรับรองมาตรฐาน GAP ของเกษตรกรไปสวมสิทธิ์เพื่อการส่งออก
- หากพบการกระทำผิดจริง จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุด พร้อมยกระดับมาตรการตรวจสอบล้งทั่วประเทศ
จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อความและภาพร้องเรียนว่า ผู้ค้าทุเรียนปลายทางในเมืองกว่างโจว ประเทศจีน ซื้อทุเรียนไทยยี่ห้อหนึ่งจำนวน 60 ลัง ในราคากว่า 790 หยวน แต่กลับพบปัญหาคุณภาพ ทั้งหนามช้ำและเนื้อภายในมีรอยกระแทกสีน้ำตาล คล้ายลักษณะ “ทุเรียนลม” หรือทุเรียนที่ร่วงจากต้น โดยระบุข้อมูลการส่งออกว่าเป็นสินค้าจากล้งแห่งหนึ่งใน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ส่งออกเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 จนกลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์และสร้างความกังวลต่อภาพลักษณ์ทุเรียนไทยในตลาดจีน
ล่าสุด วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้สั่งการด่วนให้เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรในพื้นที่ลงตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ทั้งในส่วนของโรงคัดบรรจุหรือ “ล้ง” ต้นทาง รวมถึงเส้นทางการส่งออกที่เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกบริษัทชิปปิ้งและผู้ส่งออกเข้าชี้แจงข้อมูลทันที
"หากผลตรวจสอบพบว่ามีการสวมสิทธิ์ใบรับรอง GAP หรือมีเจตนาส่งออกทุเรียนด้อยคุณภาพจริง จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษามาตรฐานและชื่อเสียงของทุเรียนไทยในตลาดโลก"
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ยังย้ำให้เกษตรกรและผู้บริโภคมั่นใจในระบบควบคุมคุณภาพของไทย โดยระบุว่า ฤดูกาลส่งออกปีนี้ ไทยส่งออกทุเรียนไปแล้วกว่า 4.5 แสนตัน หรือประมาณ 168 ล้านลูก ขณะที่กรณีปัญหาที่ถูกกล่าวอ้างพบเพียงประมาณ 30 ลูกเท่านั้น และที่สำคัญ ตลอดทั้งฤดูกาลที่ผ่านมา สำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) ยังไม่เคยแจ้งเตือนการตรวจพบปัญหาทุเรียนอ่อน สาร BY2 หรือหนอนเจาะผลในทุเรียนไทยแม้แต่ครั้งเดียว สะท้อนว่ามาตรการตรวจสอบของไทยยังมีประสิทธิภาพ
จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับไปยังแหล่งผลิตที่ระบุบนกล่องทุเรียน พบว่าเป็นสวนของเกษตรกรรายหนึ่งในพื้นที่ ต.เขาแก้ว อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี โดยเจ้าของสวนยืนยันว่า ไม่เคยเกิดพายุในสวนและไม่มีทุเรียนลมส่งขายออกจากสวนอย่างแน่นอน
เกษตรกรเจ้าของสวน ระบุเพิ่มเติมว่า ได้ตัดทุเรียนจำหน่ายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ปริมาณประมาณ 1.5 ตัน และผ่านการตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งจากสำนักงานเกษตรอำเภอ ซึ่งได้ค่าระดับ 34% และ 36% สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้
อย่างไรก็ตาม เจ้าของสวนยอมรับว่า ในวันซื้อขายมีผู้มาขอสำเนาใบรับรอง GAP ไป โดยอ้างว่าไม่ต้องลงรายละเอียดการซื้อขาย ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจมีการนำเอกสารไปใช้สวมสิทธิ์ ล่าสุดได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้กับตำรวจแล้ว เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของสวนและใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมาย
ขณะเดียวกัน เพื่อปิดช่องโหว่การสวมสิทธิ์และยกระดับการควบคุมคุณภาพทุเรียนส่งออก กรมวิชาการเกษตรได้ประสานงานกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ให้เร่งตรวจสอบล้งที่ขึ้นทะเบียนภายใต้มาตรฐานบังคับ “หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ” หรือ มกษ.9070-2566 อย่างเข้มงวด
"ต่อจากนี้ มกอช. จะใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551 เข้าตรวจสอบและกำกับดูแลล้งทั่วประเทศ หากพบผู้ประกอบการรายใดฝ่าฝืนมาตรฐาน หรือปล่อยให้มีการส่งออกทุเรียนด้อยคุณภาพ จะมีโทษทั้งจำคุก ปรับ รวมถึงพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตทันที"
การบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกรมวิชาการเกษตรและ มกอช. ครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นสัญญาณชัดเจนจากภาครัฐในการเดินหน้าปราบปรามการสวมสิทธิ์ GAP และสกัดทุเรียนด้อยคุณภาพออกจากระบบส่งออก เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่างประเทศ และปกป้องชื่อเสียงทุเรียนไทย ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน







