
สรรพสามิต แจงปรับเกณฑ์เก็บภาษีคราฟต์เบียร์ ปิดช่องแจ้งราคาต่ำเกินจริง
กรมสรรพสามิตแจง ปรับเกณฑ์สำรวจราคาใหม่ ใช้ราคาขายจริงในตลาดเป็นฐานคำนวณภาษี ลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ ปิดช่องแจ้งราคาต่ำกว่าความจริง ย้ำช่วยสร้างมาตรฐานเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการทุกฝ่าย
KEY
POINTS
- กรมสรรพสามิตชี้แจงว่าการปรับเกณฑ์ ไม่ใช่การขึ้นภาษี แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานการสำรวจราคาเพื่อปิดช่องโหว่การแจ้งราคาขายปลีกแนะนำที่ต่ำกว่าความเป็นจริง
- เกณฑ์ใหม่จะใช้ระบบดิจิทัลและยึดราคาขายจากช่องทางโมเดิร์นเทรด (ซูเปอร์มาร์เก็ต/ร้านสะดวกซื้อ) เป็นหลัก เพื่อให้สะท้อนราคาตลาดที่แท้จริงและลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
- การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยผู้ประกอบการคราฟต์เบียร์โดยป้องกันการนำราคาที่สูงผิดปกติจากร้านอาหารมาใช้เป็นฐานคำนวณภาษี ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันมากขึ้น
หลังประกาศกรมสรรพสามิตฉบับใหม่เกี่ยวกับ “มาตรฐานราคาภาษีสรรพสามิต” มีผลบังคับใช้หลังวันที่ 16 มีนาคม 2569 ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ประกอบการคราฟต์เบียร์ที่กังวลว่าฐานภาษีอาจสูงขึ้น จนกระทบต้นทุนและการแข่งขันในตลาด
ขณะที่ กรมสรรพสามิตยืนยันว่า การปรับเกณฑ์ครั้งนี้ ไม่ใช่การขึ้นภาษีใหม่ แต่เป็นการ “ยกระดับมาตรฐานการสำรวจราคา” เพื่อให้การจัดเก็บภาษีสะท้อนราคาขายจริง ลดข้อโต้แย้ง และลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
นายอาคม อ่วมสำอางค์ ผู้อำนวยการกองกำกับและพัฒนามาตรฐานราคาภาษี กรมสรรพสามิต อธิบายว่า ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 สินค้าหลายประเภทใช้ “ราคาขายปลีกแนะนำ” เป็นฐานคำนวณภาษีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสุรา เบียร์ ยาสูบ เครื่องดื่ม น้ำหอม แบตเตอรี่ รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์
ที่ผ่านมา ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าจะเป็นผู้แจ้ง “ราคาขายปลีกแนะนำ” ต่อกรมสรรพสามิตก่อนนำสินค้าออกจำหน่าย แต่หลังสินค้าถูกวางขายจริง กรมจะต้องลงพื้นที่สำรวจว่าราคาที่ขายจริงในตลาดอยู่ระดับใด เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับราคาที่แจ้งไว้
หัวใจสำคัญคือการหาราคา “ฐานนิยม” หรือเป็นราคาที่พบซ้ำมากที่สุดในตลาด ซึ่งถือเป็นราคาที่สะท้อนพฤติกรรมซื้อขายจริงของผู้บริโภค
กรมสรรพสามิตยอมรับว่า ระบบเดิมมีข้อจำกัด 2 เรื่องหลัก คือพึ่งพาเจ้าหน้าที่สำรวจราคาเป็นหลัก ทำให้ข้อมูลไม่ครอบคลุม และการนำราคาจากทุกประเภทของร้านค้ามาใช้ร่วมกัน เช่น สินค้าเดียวกันอาจขาย 80 บาทในโชห่วย แต่ 200-300 บาทในร้านอาหารหรือโรงแรม ส่งผลให้เมื่อพบราคาสูงบางพื้นที่ อาจถูกนำมาเป็นฐานคำนวณจนเกิดข้อโต้แย้งเรื่องภาษี โดยเฉพาะคราฟต์เบียร์ที่มักถูกอ้างอิงราคาจากร้านอาหาร ทั้งที่ราคาซูเปอร์มาร์เก็ตต่ำกว่ามาก
เกณฑ์ใหม่จึงปรับวิธีสำรวจทั้งหมด ผ่านระบบ “Excise Price Survey” แบบดิจิทัล เพิ่มแหล่งข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการสมัครใจ และร้านค้าปลีกรายใหญ่ที่มีใบอนุญาต ทำให้ข้อมูลหลากหลายฐานและตรวจสอบได้ พร้อมแอปกลางเพื่อใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ และยึดราคาสินค้าในโมเดิร์นเทรดเป็นฐานหลัก เพื่อลดการบิดเบือนราคา
"มีการกำหนด ลำดับแหล่งอ้างอิงราคา หากมีขายในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อจะใช้เป็นเกณฑ์ก่อน หากไม่มีจึงไล่ลำดับไปยังร้านเฉพาะทาง ร้านใหญ่ โชห่วย และร้านอาหาร เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน"
นอกจากนี้ หากราคาที่แจ้งต่ำกว่า 95% ของราคาตลาด จะถือว่าไม่สะท้อนความจริง โดยยกตัวอย่างเบียร์ขายจริง 120 บาท แต่แจ้ง 60-70 บาท ซึ่งกรมต้องปรับฐานภาษี เพราะภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีทางอ้อมที่ผู้บริโภครับภาระ หากฐานต่ำเกินจริงจะกระทบความเป็นธรรมของระบบภาษี
ส่วน ข้อกังวลสำคัญของ "กลุ่มคราฟต์เบียร์" คือการมองว่าผู้ผลิตต้องเสียภาษีจาก “กำไรหน้าร้าน” ของร้านอาหารหรือร้านค้า
กรมสรรพสามิต ชี้แจงว่า หลักคิดเรื่อง “ราคาขายปลีกแนะนำ” มีอยู่ในกฎหมายตั้งแต่ปี 2560 แล้ว ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดจากประกาศฉบับใหม่ สิ่งที่กรมทำในครั้งนี้ คือการกำหนดมาตรฐานชัดเจนว่า จะใช้ราคาใดเป็นเกณฑ์อ้างอิง เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่หยิบราคาสูงผิดปกติมาใช้ตีความเอง
“จริงๆ แล้วในมุมของกรม มองว่าเกณฑ์ใหม่นี้จะช่วยผู้ประกอบการมากกว่า ไม่ใช่การแก้เกมอะไร เพียงต้องการทำให้หลักเกณฑ์มีความชัดเจนมากขึ้น โดยหากสินค้ามีจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด ก็จะใช้ราคาจากช่องทางดังกล่าวเป็นเกณฑ์อ้างอิง แทนการนำราคาจากร้านอาหารระดับพรีเมียมมาใช้เหมือนในอดีต เพราะกรมฯ เห็นว่าราคาในร้านอาหารค่อนข้างสูงเกินไป”
ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิต เคยช่วยผู้ประกอบการคราฟต์เบียร์มาแล้วรอบหนึ่ง จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้ผลิตและขายภายในร้านเท่านั้น ทำให้ต้องใช้ “ราคาขายหน้าร้าน” ซึ่งรวมค่าบริการและกำไรสูงเป็นฐานคำนวณภาษี ส่งผลให้ภาระภาษีต่อหน่วยอยู่ในระดับสูง
ต่อมา กรมฯ อนุญาตให้ผู้ประกอบการบรรจุเบียร์สดในถัง Keg ขนาด 20 ลิตร เพื่อนำออกไปจำหน่ายนอกสถานที่ได้ ทำให้มีราคาอ้างอิงใหม่ในการคำนวณภาษี ส่งผลให้ฐานราคาลดลงจากเดิมราว 200 บาทต่อลิตร เหลือประมาณ 70-80 บาทต่อลิตร แนวทางดังกล่าวช่วยให้การคำนวณภาษีของคราฟต์เบียร์ใกล้เคียงกับเบียร์สดแบรนด์ใหญ่ และสะท้อนมูลค่าการขายจริงมากขึ้น จึงถือเป็นการช่วยลดภาระภาษีและสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไปแล้วส่วนหนึ่ง
แม้ประเด็นหลักจะอยู่ในกลุ่มสุราและคราฟต์เบียร์ แต่กรมสรรพสามิตยืนยันว่าระบบมาตรฐานใหม่ครอบคลุมสินค้าหลายประเภท โดยแต่ละประเภทใช้แหล่งอ้างอิงราคาต่างกัน
เป้าหมายคือสร้าง “มาตรฐานเดียวกัน” ในการจัดเก็บภาษี ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผู้ประกอบการแจ้งราคาขายปลีกแนะนำได้ใกล้เคียงตลาด ลดข้อพิพาทในอนาคต
ด้านภาครัฐช่วยลดภาระเจ้าหน้าที่ และทำให้การจัดเก็บสะท้อนราคาจริงมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคจะถูกคำนวณภาษีภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ลดช่องว่างจากการแจ้งราคาต่ำกว่าความเป็นจริง
สำหรับภาพรวมรายได้จากการจัดเก็บภาษี แม้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มในระดับสูงมาก โดยเป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บให้สะท้อนราคาสินค้าจริงได้แม่นยำขึ้น ไม่ใช่การปรับขึ้นภาษี
"หลักการภาษีสรรพสามิตยังคงใช้เพื่อดูแลระดับราคาสินค้าบางประเภท เพื่อลดการบริโภคที่กระทบต่อสังคม ควบคู่กับการจัดเก็บรายได้รัฐให้สอดคล้องกับมูลค่าที่ผู้บริโภคจ่ายจริง ภายใต้หลักความโปร่งใสและเป็นธรรม"







