
มิติใหม่ถนนเมืองกรุง! กทม. ใช้ระบบ 3D Control ปูผิวจราจรครั้งแรก
กทม. พลิกโฉมงานวิศวกรรมถนน นำเทคโนโลยีระบบควบคุม 3 มิติมาใช้ปูผิวจราจรเป็นครั้งแรก เพิ่มความเรียบเนียน ปลอดภัย แก้ปัญหาน้ำขัง และยืดอายุการใช้งานยาวนาน
กรุงเทพมหานครก้าวเข้าสู่ยุค Smart Construction เต็มตัว
นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความสำเร็จในการนำ เทคโนโลยีระบบควบคุมแบบ 3 มิติ (3D Control System) มาประยุกต์ใช้ในงานปูผิวและซ่อมจราจรแอสฟัลต์ (ลาดยาง) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานในเมืองหลวงให้ทัดเทียมระดับสากล
ลบภาพจำ "ปูทับของเก่า" ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ
ปัญหาที่ผ่านมาของการซ่อมถนนคือการปูยางแบบเดิมที่ผิวทางใหม่มักจะ "ล้อ" ไปตามสภาพเดิม หากถนนเดิมเป็นคลื่นหรือเป็นแอ่ง เมื่อปูทับไปไม่นานปัญหาเดิมก็จะกลับมา แต่นวัตกรรม 3 มิตินี้จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ทั้งหมด
"จุดเด่นของระบบ 3 มิติ ช่วยให้การปูผิวทางมีความเรียบเนียน ได้ระดับที่แม่นยำ และสามารถแก้ปัญหาผิวถนนเป็นคลื่นหรือมีแอ่งน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญของการปูยางแบบเดิม ระบบนี้จะช่วยออกแบบผิวจราจรใหม่ทั้งหมด ทั้งค่าโปรไฟล์และความลาดชัน เพื่อให้ผิวทางกลับมาอยู่ในระดับที่ถูกต้องตามมาตรฐานวิศวกรรม" นายวิศณุ ทรัพย์สมพล กล่าว
กระบวนการทำงาน: จากการสแกนสู่การปูผิวที่ไร้ที่ติ
การทำงานภายใต้ระบบนี้ประกอบด้วยขั้นตอนที่ซับซ้อนแต่มีประสิทธิภาพสูง ดังนี้:
- 3D Laser Scanning: สแกนพื้นผิวเดิมอย่างละเอียดเพื่อหาจุดบกพร่อง แอ่งน้ำ และค่าความลาดชันที่ผิดรูป
- 3D Design & Modeling: วิศวกรนำข้อมูลมาออกแบบระดับความเรียบและแนวทางการระบายน้ำใหม่ในรูปแบบดิจิทัล
- Real-time Control: ขณะปฏิบัติงาน กล้อง Robotic Total Station จะเชื่อมต่อกับเครื่องปูยาง เพื่อสั่งการ "เตารีด" (ชุดปาดผิว) ให้ปรับระดับอัตโนมัติตามแบบจำลอง 3 มิติที่วางไว้ตลอดเวลา
- Verification: เมื่อเสร็จสิ้นจะมีการสแกนซ้ำเพื่อวัดค่า IRI (International Roughness Index) ประกันคุณภาพความเรียบตามมาตรฐานโลก
3 มิติแห่งการยกระดับคุณภาพชีวิต
การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ไม่ได้ให้เพียงความสวยงาม แต่ส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้รถใช้ถนนใน 3 ด้านหลัก:
ความปลอดภัยสูงสุด: ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุจากถนนที่เป็นคลื่น และปรับค่าความลาดเอียงในทางโค้ง (Super-elevation) ให้รถยึดเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น
ประสิทธิภาพและคุ้มค่า: ควบคุมปริมาณวัสดุได้อย่างแม่นยำ ลดการสูญเสียยางแอสฟัลต์โดยไม่จำเป็น และทำให้รอยต่อถนนเรียบเนียนไร้รอยสะดุด
ความทนทานในระยะยาว: เมื่อผิวถนนเรียบได้ระดับ การกระจายน้ำหนักของรถจะสม่ำเสมอ ลดโอกาสการเกิดหลุมบ่อและการแตกร้าวในอนาคต
ปัจจุบัน กทม. เริ่มโครงการนำร่องบนสะพานและทางยกระดับสำคัญ อาทิ สะพานข้ามแยกคลองตัน, สะพานข้ามแยกลำสาลี และทางยกระดับคู่ขนานบรมราชชนนี
ก่อนจะขยายผลไปสู่ถนนสายหลักทั่วกรุง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับงานวิศวกรรมจราจรที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ "เรียบ ปลอดภัย และไร้น้ำขัง" อย่างแท้จริง







