posttoday
ครม. อนุมัติ ออกพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน

ครม. อนุมัติ ออกพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน

05 พฤษภาคม 2569

"เอกนิติ" เผย ครม. มีมติออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตพลังงานซ้อน 3 ระลอก มุ่งช่วยกลุ่มเปราะบางพร้อมปรับโครงสร้างพลังงานยั่งยืน มั่นใจหนี้สาธารณะไม่เกินเพดาน

KEY

POINTS

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาจากวิกฤตด้านพลังงาน
  • เงินกู้จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนละ 2 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และเพื่อส่งเสริมการปรับโครงสร้างและเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทน
  • การกู้เงินจะมาจากแหล่งเงินทุนในประเทศทั้งหมด โดยยืนยันว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะยังคงอยู่ภายใต้เพดานที่กฎหมายกำหนด

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติ ร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉิน ความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจะหลีกเลี่ยได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ

โดยเป็นการตราพระราชกำหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 พร้อมทั้งให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน โดยสรุปสาระสำคัญของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ มีดังนี้

1. ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท
2. วัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุดในการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และปรับโครงสร้างพลังงานซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลต่อวิกฤตโดยตรง โดยให้นำไปใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก ดังนี้

แผนงานที่ 1  มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก โดยมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ถูกผลกระทบซํ้าจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

แผนงานที่ 2  มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท

2.1 กิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต

2.2 การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า

2.3 การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่

3. ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง (ประธานกรรมการ) เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้งไม่เกิน 3 คน (กรรมการ) และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (กรรมการและเลขานุการ) ผู้แทนสศช. และ สศค. (ผู้ช่วยเลขานุการร่วม) และเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ กระทรวงการคลังยังได้กำหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่ Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงานTransformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว Transparent โปร่งใสตรวจสอบได้ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ

"การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน"

สำหรับผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลัง แม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติมแต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ หลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังตํ่ากว่าเพดานตามกฎหมายที่ร้อยละ 70 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ มีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส และที่สำคัญคือการดำเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง

"เบื้องต้นจะเป็นการกู้เงินในประเทศทั้งหมด โดยภายหลังจากการหารือ ธปท.แล้วได้รับการยืนยันว่า ปัจจุบันสภาพคล่องในระบบของไทยมีตจำนวนสูงมากประมาณ 1 ล้านล้านบาท ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศก็อยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบายจึงทำได้สบายอยู่แล้ว" นายเอกนิติ กล่าว

ทั้งนี้ วันที่ 14 พ.ค.2569 พ.ร.ก.จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ วาระแรก และในวันที่ 18 พ.ค.2569 จะมีการประชุมสมาชิกวิฒิสภาฯ โดยระหว่างนี้คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่จะใช้เงินกู้ โดยมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ซึ่งจะมีการประชุมคู่ขนานไปเพื่อเตรียมาความพร้อมเกี่ยวกับโครงการที่จะใช้เงินกู้ในโครงการทั้งหามด โดยโครงการที่จะใช้เงินกู้ทั้งหมด จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 ก.ย.2569 ส่วนระยะเวลาการใช้เงินได้ถึง 30 ก.ย.2570 โดยยืนยันว่าไม่ได้เป็นการกู้เงินมากองทิ้งไว้ แต่เป็นความกู้ตามที่ใช้จริง

ข่าวล่าสุด

ก.ล.ต. สั่งระงับ ACC ขายหุ้น PP พบหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้นขาดข้อมูลสำคัญ

ก.ล.ต. สั่งระงับ ACC ขายหุ้น PP พบหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้นขาดข้อมูลสำคัญ