
เจาะ 2 โครงการรัฐ “ไทยช่วยไทย-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หนุน 4 กลุ่มหุ้นเด่น
เปิดโผ 4 กลุ่มหุ้นเด่น “ค้าปลีก-อาหารและเครื่องดื่ม-การเงิน-ดิจิทัลและเทคโนโลยี” รับผลบวกรัฐอัดงบ 2 โครงการใหญ่ “ไทยช่วยไทย” และ “มาตรการเสริมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 โครงการ คือ "ไทยช่วยไทย" (คนละครึ่ง พลัส) และการเพิ่มเงินใน "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ"
- ทั้งสองโครงการจะมอบเงินช่วยเหลือประชาชนคนละ 4,000 บาท (แบ่งจ่าย 4 เดือน) เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นการใช้จ่าย
- มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลดีโดยตรงต่อหุ้น 4 กลุ่มเด่น ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก, กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม, กลุ่มการเงิน และกลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัล
รัฐบาลเตรียมอัดฉีดงบประมาณระลอกใหม่ผ่าน 2 โครงการสำคัญ เพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งการขยับตัวครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อกำลังซื้อในระดับฐานราก แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมอย่างมีนัยสำคัญต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย
ผ่าโครงสร้างมาตรการเติมเงินพลิกฟื้นกำลังซื้อ
หัวใจหลักของการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วน ที่มีกลุ่มเป้าหมายและเงื่อนไขต่างกัน ดังนี้
- โครงการคนละครึ่ง พลัส หรือ ไทยช่วยไทย มุ่งเน้นกลุ่มคนจำนวนกว้างกว่า 20 ล้านคน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเงินรวม 4,000 บาท (แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน) จุดเด่นที่แตกต่างจากครั้งก่อนคือ รัฐช่วยจ่ายถึง 60% และประชาชนสมทบเพียง 40% ซึ่งคาดว่าจะช่วยดึงเม็ดเงินจากภาคประชาชนออกมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น โดยจะเริ่มลงทะเบียนในเดือนพฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้จ่ายได้จริงในเดือนมิถุนายน 2569
- มาตรการเสริมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยประมาณ 14 ล้านคน โดยจะได้รับเงินเพิ่ม 4,000 บาท (แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน) กลุ่มนี้จะได้รับสิทธิพิเศษที่แตกต่างคือ รัฐจ่ายให้เต็มจำนวน 100% โดยไม่ต้องควักเงินตัวเองสมทบ ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้ทันที
เจาะกลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นที่ได้รับอานิสงส์
จากการวิเคราะห์ของ บล.เอเซีย พลัส พบว่า เม็ดเงินมหาศาลจากภาครัฐจะไหลเข้าสู่กลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนี้
- กลุ่มค้าปลีก: เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ทางตรงและชัดเจนที่สุด เนื่องจากเป็นช่องทางหลักในการใช้จ่ายสินค้าจำเป็น หุ้นเด่นในกลุ่มนี้ ได้แก่ CPALL, BJC และ CPAXT
- กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม: การบริโภคที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลบวกต่อสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน โดยหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ CBG, OSP, SNNP และ ICHI
- กลุ่มการเงิน: แม้จะได้รับประโยชน์ทางอ้อม แต่การที่ประชาชนมีเงินหมุนเวียนมากขึ้นจะช่วยส่งเสริมความสามารถในการชำระหนี้และสภาพคล่องในระบบ หุ้นที่น่าจับตามอง คือ MTC และ TIDLOR
- กลุ่มดิจิทัลและเทคโนโลยี: เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่น่าสนใจ เนื่องจากภาครัฐมีความจำเป็นต้องพัฒนาและรักษาเสถียรภาพของระบบหลังบ้าน โดยเฉพาะแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ให้สามารถรองรับผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลถึง 20-30 ล้านคน ได้อย่างราบรื่น หุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการพัฒนาระบบนี้ คือ BE8 และ BBIK
การอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในช่วงกลางปี 2569 ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับมหภาค







