posttoday

SCB EIC แนะรัฐลุย 4T Plus ชูธรรมาภิบาล มีลุ้น Fitch เพิ่มมุมมองไทยครึ่งหลังปี 69

25 เมษายน 2569

SCB EIC ชี้ Moody’s ปรับมุมมองไทยเป็น “Stable” หนุนไทยเดินหน้านโยบายปฏิรูป แนะเพิ่มมิติความโปร่งใสเป็น 4T Plus เพื่อลดต้นทุนจากการทุจริตและดึงดูดการลงทุน เชื่อหากปฏิรูปเห็นผล มีลุ้น Fitch ปรับมุมมองไทยเป็น Stable ในช่วงครึ่งหลังปี 69

KEY

POINTS

  • SCB EIC เสนอให้รัฐบาลผลักดันชุดนโยบาย "4T Plus" โดยเพิ่มมิติเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการต่อต้านการทุจริตเข้าไปในยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ 4T เดิม
  • การชูประเด็นธรรมาภิบาลมีความสำคัญเนื่องจากปัญหาคอร์รัปชันเป็นต้นทุนแฝงที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สะท้อนจากดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันที่แย่ลง
  • หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายปฏิรูปดังกล่าวให้เกิดความคืบหน้าได้ จะมีโอกาสที่สถาบันจัดอันดับ Fitch จะปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเป็น Stable ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้มีการปรับเพิ่มมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย เป็น Stable จากเดิม Negative และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ Baa1

โดย Moody’s ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของไทยดีขึ้นเป็น “มีเสถียรภาพ (Stable)” จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่  

1.ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลลบจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง (Severe and persistent) ลดลง ซึ่งเคยเป็นปัจจัยหลักข้อหนึ่งที่ Moody’s ปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative ในปีก่อน ในเวลาต่อมาพบว่า 

(1) สหรัฐฯ ได้ประกาศลดอัตราภาษีตอบโต้สินค้าไทยลงมาใกล้เคียงคู่แข่ง (Regional peers) 

(2) ตัวเลขส่งออกไทยปี 2025 ออกมาเติบโตดีเช่นเดียวกับคู่แข่งในภูมิภาค สะท้อนว่าไทยได้ประโยชน์ทั้งจาก Front-loading การผลิตและส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ก่อนกำแพงภาษีเริ่มใช้จริง และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สูงขึ้นทั่วโลก สำหรับแนวโน้มส่งออกปี 2026 Moody’s ประเมินว่า ประเด็น Transshipment Tariffs ของสหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างพิจารณาประกาศใช้จะกระทบไทยจำกัด เพราะมองว่าสินค้าส่งออกไทยที่จะลดลงจากภาษีตัวนี้มีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศค่อนข้างต่ำ

นอกจากนี้ Moody’s ยังประเมินว่า เศรษฐกิจและภาระการคลังไทยมีความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันโลกสูงและความขัดแย้งในตะวันออกกลางในระดับใกล้เคียงประเทศ (Peers) ที่อันดับความน่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน

2.แนวโน้มการลงทุนไทยปรับดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะเติบโตต่ำมาก ในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยเริ่มได้แรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการลงทุน โดยมีปัจจัยหนุนจากมูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนในระดับสูงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2024 และโครงการ Thailand Fast Pass ที่ลดกระบวนการอนุมัติต่างๆ ให้คล่องตัว ช่วยเร่งให้การลงทุนที่เกิดขึ้นจริงปรับดีขึ้นได้  

3.ความผันผวนทางการเมืองลดลงหลังการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างมากเพิ่มโอกาสเดินหน้านโยบายปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะส่งผลช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและฟื้นฟูฐานะการคลังในระยะยาว โดยระบุเพิ่มเติมว่า การแถลงนโยบายรัฐบาลชุดใหม่เน้นแนวทางปฏิรูประยะยาวหลายด้าน รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้คล่องตัวเอื้อต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และการเปิดตลาดพลังงานให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมและแข่งขันมากยิ่งขึ้น 

โดย Moody’s ประเมินว่า แม้ไทยจะยังมีความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายเหล่านี้ แต่คาดว่าจะมีความคืบหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายที่ประกาศไว้ได้สำเร็จ ก็จะช่วยสนับสนุนการลงทุนในระยะปานกลาง

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) มองว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยในครั้งนี้ 

1.กลยุทธ์สื่อสารเชิงรุก นำโดยรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญต่อการสร้างความเข้าใจและความมั่นใจต่อสถาบันจัดอันดับ 3 แห่งในช่วงระหว่างการร่วมประชุม World Bank – IMF Spring Meeting April 2026 ผ่านการหารือด้วยตนเอง

2.ชุดนโยบาย 4T ของรัฐบาล ซึ่งจะใช้เป็นกรอบยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของไทยในระยะปานกลาง โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาครัฐ ลดความสำคัญของการใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และเพิ่มความสำคัญการลงทุนระยะยาว โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในประเทศจาก 23% เป็น 30% ของ GDP ภายใน 4 ปี และตั้งเป้า GDP เติบโตเกิน 3% โดยชุดนโยบาย 4T ประกอบด้วย

  • Target (มุ่งเป้า) เน้นใช้งบประมาณเจาะจงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรง (เช่น มาตรการพลังงาน) แทนการอุดหนุนแบบหว่านแห ควบคู่กับการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทางตรงจากต่างชาติ (FDI) เข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต 
  • Transition (เปลี่ยนผ่าน) เร่งเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียว (Green transition) เช่น การสนับสนุนพลังงานสะอาด ผ่านนโยบาย Direct PPA การสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า และการติดโซลาร์เซลล์ รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital government) ที่โปร่งใสและคล่องตัว
  • Transform (พลิกโฉม) ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs และประชาชนระดับฐานราก ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น พัฒนาทักษะแรงงาน พร้อมปฏิรูประบบภาษี
  • Together (รวมพลัง) บูรณาการความร่วมมือ “สามประสาน” ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการร่วมกันออกแบบนโยบาย (Co-creation) และเปิดพื้นที่สำหรับการทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนในโครงการภาครัฐ (ผ่านการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชนหรือ PPP / Thailand Future Fund)

SCB EIC มองว่าแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือในระยะข้างหน้าขึ้นกับความคืบหน้าของการผลักดันชุดนโยบาย 4T และรัฐบาลอาจพิจารณาเพิ่ม “ความโปร่งใสและต่อต้านการทุจริต (Transparency and Anti-corruption)” เป็น “ชุดนโยบาย 4T Plus” เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชันเป็นต้นทุนแฝงขนาดใหญ่ บั่นทอนขีดความสามารถทางการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยมานาน และลดทอนประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่าง ๆ ได้ใช้ “ปัจจัยธรรมาภิบาลภาครัฐ และการป้องกันการทุจริต” ประกอบการประเมินเมตริกความน่าเชื่อถือของประเทศอีกด้วย 

  • ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index : CPI) จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) พบว่าคะแนนของไทยแย่ลงต่อเนื่อง จากสูงสุดในปี 2015 ที่ 38 เหลือเพียง 33 ในปี 2025 จากคะแนนเต็ม 100 อยู่ในอันดับ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก 
  • ดัชนีการควบคุมการทุจริต (Control of Corruption) ในดัชนีวัดธรรมาภิบาลภาครัฐโลก (Worldwide Governance Indicators) จัดทำโดยธนาคารโลก (World Bank) ลดลงจากจุดสูงสุด 45.44 ในปี 2000 เหลือ 37.18 ในปี 2025 จากคะแนนเต็ม 100 
  • ผู้บริหารในธุรกิจอุตสาหกรรมไทย 86% ตอบแบบสำรวจ FTI CEO Poll (มี.ค. 2026) ว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชันไทยในปัจจุบันรุนแรงกว่าอดีต และ 61% ระบุว่า เคยประสบปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือการทุจริตคอร์รัปชันด้วยตนเอง

3.แผนการคลังระยะปานกลาง ณ พ.ย. 2025 สะท้อนความพยายามปฏิรูปการคลังที่ชัดเจนของรัฐบาลนี้ โดยวางแผนลดขาดดุลการคลังจาก 4.4% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2026 ลงเหลือเพียง 2.1% ในปีงบประมาณ 2030 (ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติของไทยช่วงก่อนวิกฤติโควิดที่มักจะขาดดุลงบประมาณไม่ถึง 3% ของ GDP) ผ่านแนวทางการปฏิรูปรายได้ การปฏิรูปรายจ่าย และการเพิ่มวินัยการเงินการคลัง ซึ่งมีรายละเอียดการดำเนินการเป็นรูปธรรมมากกว่าแผนการคลังฯ ในอดีต ซึ่งมีส่วนช่วยให้ S&P Ratings ประกาศคงมุมมอง Stable ให้ไทย ณ 13 พ.ย. 2025 ต่างจาก Moody’s และ Fitch

SCB EIC แนะรัฐลุย 4T Plus ชูธรรมาภิบาล มีลุ้น Fitch เพิ่มมุมมองไทยครึ่งหลังปี 69

แม้เสถียรภาพการคลังไทยอาจมีแนวโน้มแย่ลงในระยะสั้น เพื่อรองรับผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง SCB EIC ประเมินว่า ยังอยู่ในวิสัยที่รัฐบาลจะดำเนินการตามแผนปฏิรูปการคลังระยะปานกลางได้ ล่าสุดหนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 66.1% ของ GDP ณ เดือน ก.พ. 2026 มีแนวโน้มชนเพดาน 70% สะท้อนว่ารัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะภายใน 1-2 ปีอยู่ก่อนแล้ว สงครามในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบยาวนานยืดเยื้อต่อเศรษฐกิจไทยจะยิ่งทำให้เสถียรภาพการคลังไทยปรับแย่ลงมากขึ้น

  • SCB EIC ประเมินว่า หากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม หรือขยายเพดานหนี้สาธารณะเพื่อพยุงเศรษฐกิจจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง อาจทำได้บน 3 เงื่อนไขสร้างความมั่นใจทางวินัยการคลัง

1) ใช้จ่ายอย่างมีกลยุทธ์ โดยช่วงระยะสั้นใช้จ่ายอย่างมุ่งเป้า ขณะที่ลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและพลิกโฉม เพิ่มศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจระยะยาว วัตถุประสงค์กู้ชัดเจนตามความจำเป็น หลังจัดลำดับความสำคัญการใช้จ่ายงบประมาณปกติแล้ว และเน้นประสิทธิภาพการใช้จ่ายสูงสุด  

2) ปฏิรูปการคลังอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการขยายฐานภาษี ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายหรือมาตรการภาครัฐ

3) สื่อสารโปร่งใส ต่อสาธารณะและองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างเป็นประจำต่อเนื่อง พร้อมแผนการดำเนินการที่ชัดเจนและตัวชี้วัด (KPI)

มองไปข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายปฏิรูปให้เห็นความคืบหน้า ควบคู่กับนโยบายพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น อาจมีโอกาสเห็น Fitch ปรับเพิ่มมุมมองไทยเป็น Stable ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังจากปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative outlook ในปีก่อน ทั้งนี้หากไทยสามารถดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศได้เห็นผลต่อเนื่อง จะทำให้สถานะทางการคลังในระยะปานกลางมีความเข้มแข็งสามารถรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าได้ดีขึ้น

ข่าวล่าสุด

กยศ.เปิดทางรอด ช่วยลูกหนี้ 1 แสนราย ปรับหนี้ก่อนถูกฟ้อง 5 ก.ค.นี้