ฟัง ธปท. ทำไมต้องโอนธุรกิจการเงินไป Virtual Bank? พร้อมแนะ 5 ทางออก
ธปท. แจงเกณฑ์ Virtual Bank ต้องแยกธุรกิจการเงินจาก Real Sector ป้องกันเอื้อประโยชน์ เปิด 5 แนวทาง จัดการโครงสร้าง เพื่อกำกับความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ
KEY
POINTS
- ธปท. กำหนดให้ผู้ขอใบอนุญาต Virtual Bank ต้องรวมธุรกิจการเงินที่ตนมีอำนาจควบคุมมาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เพื่อให้กำกับดูแลความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจในเครือ
- กรณีกลุ่มซีพีมีแผนโอนธุรกิจการเงินในเครือไปยังกลุ่ม Virtual Bank เป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของ ธปท. เพื่อแยกโครงสร้างออกจากธุรกิจนอกภาคการเงิน ไม่ใช่ความขัดแย้งภายใน
- ธปท. ได้เสนอ 5 แนวทางให้ผู้ขอใบอนุญาตดำเนินการตามเกณฑ์ เช่น การโอนเฉพาะธุรกิจการเงิน, การลดสัดส่วนการถือหุ้นเพื่อไม่ให้มีอำนาจควบคุม, การคืนใบอนุญาตที่ไม่สำคัญ
กรณี บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL มีแผนนำ 3 บริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด, บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT เข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACMH) ของกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group)
โดยมติของคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 กรรมการจำนวน 13 ราย ซึ่งไม่มีส่วนได้เสีย ได้ลงมติไม่เห็นชอบต่อการโอนบริษัทย่อยทั้ง 3 แห่งไปยัง ACMH โดยให้เหตุผลว่าธุรกรรมดังกล่าวมีความซับซ้อนและอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ CPALL
ต่อมา นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส CP Group ได้มีการออกมาชี้แจงว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุว่า หากกลุ่มทุนใดจะขอใบอนุญาต Virtual Bank จะต้องนำบริษัทที่มีอำนาจควบคุม (Controlling Interest) มารวมอยู่ในโครงสร้างเดียวกัน ไม่ใช่เป็นการขัดแย้งภายใน
อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมดังกล่าวยังคงต้องนำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณา ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ซึ่งต้องได้รับอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมและมีสิทธิออกเสียง โดยไม่รวมเสียงของผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสีย
ล่าสุด นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า การพิจารณาให้ใบอนุญาตธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) สำหรับผู้ขอรับใบอนุญาต Virtual Bank ทั้ง 3 ราย จะเป็นไปตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขในการขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567
ทั้งนี้ ในกระบวนการยื่นขออนุญาตจัดตั้ง Virtual Bank ตั้งแต่ต้น ผู้ขอรับใบอนุญาตได้ยื่นขออนุญาตและรับรองแล้วว่าจะดำเนินการให้ธุรกิจที่ถือใบอนุญาตประกอบธุรกิจทางการเงินที่ตนเองมีอำนาจควบคุม มาอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน โดยแยกออกจากธุรกิจนอกภาคการเงิน (Real Sector) เพื่อให้กำกับดูแลความเสี่ยงของธุรกิจทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันไม่ให้ Virtual Bank เอื้อประโยชน์ (Conflict of Interest) แก่ธุรกิจในเครือทั้งในและนอกภาคการเงินอย่างไม่เหมาะสม อาทิ การให้สินเชื่อเกินขอบเขตที่กำหนด การทำธุรกรรมที่กำหนดราคาหรือเงื่อนไขที่พิเศษกว่ากรณีปกติ เป็นต้น
ในการนี้ ผู้ขอจัดตั้ง Virtual Bank อาจดำเนินการได้หลายแนวทางเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของประกาศกระทรวงการคลัง เช่น
(1) โอนเฉพาะธุรกิจทางการเงิน (ซึ่งไม่จำเป็นต้องโอนมาทั้งกิจการ) ให้เข้ามาอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจเดียวกันกับ Virtual Bank
(2) ลดสัดส่วนการถือหุ้นในธุรกิจทางการเงินเพื่อไม่ให้มีอำนาจควบคุม
(3) คืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจทางการเงินที่ไม่มีนัยสำคัญ
(4) ดำเนินการอื่นใดเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของประกาศ หรือ
(5) ยื่นขออนุญาตโดยไม่ปรับโครงสร้างธุรกิจพร้อมให้เหตุผลความจำเป็นประกอบการพิจารณา
ทั้งนี้ ผู้ขอจัดตั้ง Virtual Bank ทุกรายจะต้องยื่นเอกสารหลักฐานให้ ธปท. และ กระทรวงการคลัง เพื่อร่วมกันพิจารณาความเหมาะสมในการให้ใบอนุญาต Virtual Bank ต่อไป
อนึ่ง ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้ง Virtual Bank จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย
1.บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท ในกลุ่ม แอสเซนด์ มันนี่ ผู้ให้บริการอีวอลเล็ต ภายใต้ชื่อ “ทรูมันนี่” เป็นกลุ่มบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)
2.ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR
3.บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน), WeTechnology Limited และ KakaoBank Corp.


