สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจดิจิทัลร้ายแรงสุดวูบแสนล้าน
BDE ประเมิน สงครามตะวันออกกลางกระทบต่อเศรษฐกิจดิจิทัล กรณีสงครามจบใน มิ.ย.เศรษฐกิจดิจิทัลลดลง 20,000 ล้านบาท หากยืดเยื้อถึงสิ้นปี ลดลง 1.44 แสนล้านบาท
นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE หรือ National Board of Digital Economy and Society) เปิดเผยว่า BDE ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจดิจิทัล เป็น 3 กรณี คือ
กรณีที่ 1 : สงครามจบเร็วในเดือน มิ.ย. 2569 กรณีที่ 2 : กรณีสงครามยืดเยื้อถึงเดือน ก.ย. 2569 และกรณีที่ 3 : กรณีเลวร้ายยกระดับความรุนแรงและขยายวงกว้างถึงสิ้นปี 2569
กรณีที่ 1 สงครามจบเร็วภายในเดือน มิ.ย. 2569 และราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 85 – 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาค่าขนส่งและพลังงานเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว รวมถึงส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัลลดลง 20,000 ล้านบาท คิดเป็นการลดลง 0.3 % ของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2569
กรณีที่ 2 สงครามจบในเดือน ก.ย. 2569 และราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 105-115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาค่าขนส่งและพลังงานเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว รวมถึงส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัลลดลง 87,000 ล้านบาท คิดเป็นการลดลง 1.2 % ของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2569
กรณีที่ 3 สงครามจบสิ้นปี 2569 และราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 135-145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาค่าขนส่งและพลังงานเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว รวมถึงส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัลลดลง 144,000 ล้านบาท คิดเป็นการลดลง 2.1 % ของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2569
ทั้งนี้ ประเมินว่าผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางเป็นตัวเร่งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้ง AI มากยิ่งขึ้น เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและใช้ชีวิต เช่นเดียวกับช่วงวิกฤต Covid 19 ซึ่งส่งผลให้เหตุการณ์สงครามนี้ กระทบกับเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจำกัด
ในส่วนช่องทางการส่งผ่านต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยที่สำคัญคือ
1) ผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น อาทิ การผลิตฮาร์ดแวร์ สินค้าดิจิทัล และอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาพลังงานไฟฟ้าในกระบวนการผลิต และผ่านต้นทุนค่าขนส่งที่จะมีผลทำให้ราคาสินค้าที่จำหน่ายในประเทศและเพื่อการส่งออก มีต้นทุนสูงขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับการลงทุนด้านดิจิทัล เช่น Data Center ที่เป็นการตัดสินใจระยะปานกลางถึงระยะยาวจะยังได้รับผลกระทบไม่มาก
2) ผ่านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สำหรับปี 2569 ประเมินว่า กรณีสงครามจบเร็ว เศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital GDP (ราคาที่แท้จริง หรือ CVM) จะขยายตัวที่ร้อยละ 3.9 จากเดิมคาดว่าขยายตัวที่ร้อยละ 4.2 หรือลดลงร้อยละ 0.3 จากผลกระทบของสงคราม
ในขณะที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประเมินกรณีสงครามจบเร็วในเดือนมิ.ย. 2569 เศรษฐกิจไทยโดยรวมจะได้รับผลกระทบลดลงร้อยละ 0.6 หรือเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ ร้อยละ 1.4 จากเดิมที่ประมาณการไว้ที่ร้อยละ 2.0
สำหรับการวิเคราะห์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจดิจิทัล แบ่งเป็น 3 กรณี คือ
1) กรณีสงครามจบเร็วในเดือน มิ.ย. 2569 โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไม่เสียหายเพิ่มเติม การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบระยะสั้น
2) กรณีสงครามยืดเยื้อถึงเดือน ก.ย. 2569 สงครามขยายวง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเสียหายเพิ่มเติม การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อ
3) กรณีเลวร้ายยกระดับความรุนแรงและขยายวงกว้างถึงสิ้นปี 2569 สงครามขยายวงกว้าง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเสียหายหนัก การขนส่งผ่ายช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อ การผลิตและการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติตลอดจนวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อื่นไม่สามารถฟื้นตัวหลังสงคราม โดยผลการวิเคราะห์สรุปได้ดังนี้
ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินหลายมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง อาทิ การตรึงราคาสินค้า การตรึงราคาน้ำมัน การป้องกันปราบปรามการกักตุนน้ำมัน รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงาน ในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้ดำเนินหลายมาตรการ เช่น ไทยช่วยไทยส่งสินค้าราคาถูกถึงมือคนไทย การให้หน่วยงานรัฐใช้ e-office และ บริการ cloud และ Saas (Software as a service) หลายบริการ ใช้งานฟรีผ่านระบบคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC เป็นต้น
นายเวทางค์ กล่าวในตอนท้ายว่า BDE มีความเห็นเช่นเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ที่อยากเห็นสงครามจบเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม BDE ก็ได้เตรียมตัวรองรับกรณีเลวร้ายไว้


