posttoday

เงินเฟ้อ มี.ค.ลดลง 0.08% ติดลบต่อเนื่อง 12 เดือน คาดเม.ย.กลับเป็นบวก

07 เมษายน 2569

พาณิชย์เผยเงินเฟ้อมี.ค.ลดลง 0.08% ติดลบ 12 เดือนติด จากพลังงาน-ค่าไฟกดดัชนี แต่อาหารยังแพงขึ้น คาดเม.ย.กลับเป็นบวก พร้อมปรับเป้าปีนี้เป็น 1.5-2.5%

KEY

POINTS

  • อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมีนาคม 2569 ลดลง 0.08% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
  • นับเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน
  • กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงที่จะกลับมาเป็นบวกในเดือนเมษายน จากราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 100.27 เทียบกับ 100.35 ในเดือนมี.ค. 2568 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลง 0.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ถือเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 แต่เป็นการติดลบในอัตราที่ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงก่อนหน้า

หากนับต่อเนื่อง เงินเฟ้อไทยติดลบมาตั้งแต่ เดือนเม.ย. 2568 จนถึงมี.ค. 2569 รวม 12 เดือนเต็ม โดยในช่วงปี 2568 เคยติดลบลึกหลายเดือน เช่น มี.ค.2568 ติดลบ 0.40%, เม.ย. 2568 ติดลบ 0.22% และ พฤ.ค. 2568 ติดลบ 0.75% ก่อนที่แรงกดดันด้านราคาจะเริ่มทยอยกลับมาในช่วงต้นปีนี้

แม้เดือนมีนาคมจะเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบต่อการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ และผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเร่งตัวสูงขึ้น แต่ผลกระทบต่อราคาสินค้าในประเทศยังไม่ส่งผ่านเต็มที่ เนื่องจากภาครัฐยังใช้มาตรการดูแลค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจำกัดการปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศในช่วงครึ่งเดือนแรก และการปรับลดค่าไฟฟ้า ซึ่งยังมีบทบาทสำคัญในการกดดัชนีราคาโดยรวม

นอกจากนี้ สินค้าส่วนใหญ่ในระบบยังเป็น สต็อกเดิม ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่เร่งปรับราคาขายตามต้นทุนใหม่ ส่งผลให้แรงกดดันจากราคาพลังงานโลกยังไม่สะท้อนออกมาเต็มรูปแบบในดัชนีเงินเฟ้อเดือนมีนาคม

เมื่อแยกตามหมวดสินค้า พบว่า หมวดอื่นที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.34% จากปีก่อน โดยยังถูกกดดันหลักจาก กลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ภายใต้มาตรการภาครัฐ ขณะที่สินค้าบางกลุ่ม เช่น ของใช้ส่วนบุคคล เสื้อผ้า ค่าซ่อมแซม และค่าที่พักบางประเภท ยังช่วยฉุดดัชนี แม้บางรายการเริ่มทยอยปรับขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าเดินทางต่างประเทศ และค่าขนส่งบางส่วน

ในทางกลับกัน หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้น 0.34% จากปีก่อน สะท้อนแรงกดดันต้นทุนที่เริ่มส่งผ่านมายังราคาอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ข้าวสาร ผักสด และอาหารบางประเภท แม้บางรายการยังปรับลดลง แต่ภาพรวมเริ่มชี้ว่า หมวดอาหารกำลังกลับมาเป็นแรงหนุนเงินเฟ้อในระยะถัดไป

ส่วน เงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.57% จาก 0.56% ในเดือนก.พ. สะท้อนว่าแม้เงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบ แต่แรงกดดันด้านราคาสินค้าและบริการในประเทศเริ่มขยับขึ้น และมีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่อง หากต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง

ขณะที่ CPI เดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 0.60% จากเดือนก่อน (MoM) โดยมีแรงหนุนจาก ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบโลกและการลดเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ รวมถึง ค่าโดยสารเครื่องบิน ทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิงและความต้องการเดินทาง ส่วนหมวดอาหารยังถูกกดดันจาก ราคาเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ และผักสดบางรายการ ที่ขยับขึ้นตามต้นทุนอาหารสัตว์ ค่าขนส่ง และสภาพอากาศร้อน


สำหรับภาพรวม ไตรมาส 1/2569 ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเฉลี่ย ลดลง 0.54% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) และ ลดลง 0.16% จากไตรมาส 4/2568 (QoQ) สะท้อนว่าเงินเฟ้อช่วงต้นปียังอยู่ในระดับต่ำ แม้แรงกดดันด้านต้นทุนเริ่มทยอยสะสมมากขึ้น

เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนก.พ. 2569 พบว่า เงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลง 0.88% อยู่ในระดับ ต่ำอันดับ 4 จาก 136 เขตเศรษฐกิจ ที่ประกาศตัวเลข และยังเป็น ประเทศที่มีเงินเฟ้อต่ำสุดในอาเซียน จาก 9 ประเทศที่รายงานข้อมูล สะท้อนว่ามาตรการดูแลค่าครองชีพ โดยเฉพาะด้านพลังงานและสาธารณูปโภค ยังมีผลชัดต่อระดับราคาในประเทศ

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ ในการประเมินสถานการณ์เงินเฟ้อระยะต่อไป ว่าได้วาง ฉากทัศน์ (Scenario) ไว้ 2 กรณี โดย กรณีแรก คาดว่าเงินเฟ้อปีนี้จะอยู่ในกรอบ 1.5-2.5% และ กรณีที่สอง อยู่ในกรอบ 2.5-3.5% ขณะที่ยังคงใช้ ค่ากลางเป้าหมายที่ 2% เป็นจุดอ้างอิงหลัก

"จากพัฒนาการล่าสุด หน่วยงานประเมินว่า มีแนวโน้มสูงมากที่สถานการณ์จะขยับเข้าใกล้ กรณีที่สอง หลังจากสมมติฐานราคาน้ำมันดิบที่เคยตั้งไว้เดิมเริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะใน ไตรมาส 2/2569 ที่ราคาน้ำมันโลกเร่งตัวขึ้นเร็วกว่าคาด และส่งผลให้ เดือนเมษายนมีโอกาสสูงที่เงินเฟ้อจะพลิกกลับมาเป็นบวก และอาจสูงเกิน 2% ได้ หากแรงกดดันด้านพลังงานยังไม่คลี่คลาย"

ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวในไตรมาส 2 มีอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่

  1. ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ตามราคาน้ำมันดิบโลกจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
  2. ราคาสินค้าเกษตรบางรายการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักสดและไข่ไก่ จากสภาพอากาศร้อนกระทบผลผลิต
  3. ราคาเนื้อสัตว์ขยับขึ้น จากต้นทุนอาหารสัตว์และค่าขนส่ง
  4. ค่าโดยสารทางอากาศปรับเพิ่มขึ้น จากต้นทุนน้ำมันและจำนวนเที่ยวบินที่ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ
  5. ผู้ประกอบการเริ่มส่งผ่านต้นทุน ไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้น

ในส่วนของความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยแล้วหรือไม่ ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้วหรือไม่ เพราะต้องพิจารณาจากหลายมิติ ทั้งการจ้างงาน ตัวเลข GDP การลงทุน และการส่งออก ไม่สามารถสรุปจากเงินเฟ้อเพียงตัวเดียวได้

"สิ่งที่หน่วยงานยอมรับว่าต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คือความเสี่ยงของ ภาวะที่ เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือถดถอย โดยเฉพาะหากราคาพลังงานยังเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยสงคราม ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแรง"

สัญญาณที่สะท้อนความเปราะบางของกำลังซื้อ คือ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ที่ลดลงมาอยู่ที่ 45.5 ซึ่งถือเป็น ระดับต่ำสุดเมื่อเทียบกับชุดข้อมูลตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา สะท้อนว่าครัวเรือนยังระมัดระวังการใช้จ่าย แม้ราคาสินค้าหลายรายการในช่วงก่อนหน้าจะยังไม่เร่งตัวมากนัก

สำหรับแนวทางรับมือ การกดูแลเงินเฟ้อควบคู่ค่าครองชีพ โดยเน้นการบริหารจัดการทั้ง ต้นทางและปลายทาง ของโครงสร้างราคา

ในฝั่ง ต้นทาง จะเน้นการกำกับดูแลวัตถุดิบสำคัญที่เป็นต้นทุนการผลิต เช่น เมล็ดพลาสติก และ กากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นต้นทุนอาหารสัตว์ในสัดส่วนสูงถึง 30-40% เพื่อลดแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าและอาหารในระบบ

ส่วนในฝั่ง ปลายทาง จะใช้วิธีติดตามและกำกับดูแลให้การปรับขึ้นราคาสินค้า สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และ ไม่เร่งขึ้นเร็วจนเกินไป โดยย้ำหลักการสำคัญว่าไม่ควรปล่อยให้สินค้าทุกชนิดทยอยขึ้นราคาพร้อมกันในช่วงเดียว เพราะจะซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

นอกจากนี้ ยังเตรียมใช้มาตรการเสริมผ่าน โครงการธงฟ้า ที่ขยายลงสู่ระดับชุมชนและตำบลมากขึ้น รวมถึง โครงการไทยช่วยไทย ที่เน้นการลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงที่ต้นทุนพลังงานและอาหารมีความผันผวนสูง

" ปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์สงคราม เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อทำได้ยาก เพราะความผันผวนของราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ความขัดแย้งจะยืดเยื้อออกไป หากสงครามลากยาวเกิน 3-5 เดือน อาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อราคาน้ำมันโลก และทำให้เงินเฟ้อไทยเร่งตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในปัจจุบัน" 

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ด้านการขนส่งคลี่คลาย โดยเฉพาะหากเส้นทางเดินเรือหรือจุดยุทธศาสตร์สำคัญกลับมาเปิดได้ตามปกติ ก็จะช่วยให้การไหลเวียนของน้ำมันดีขึ้นและบรรเทาแรงกดดันด้านราคาพลังงานลงได้

ด้วยปัจจัยทั้งหมดดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์จึง ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 จากเดิมที่คาดไว้ 0.0-1.0% (ค่ากลาง 0.5%) เป็น 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2.0%) แต่ยอมรับว่าในเชิงปฏิบัติ หากราคาน้ำมันโลกยังทรงตัวในระดับสูงหรือพุ่งต่อเนื่อง ความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะขยับขึ้นไปใกล้กรอบบน หรือแม้แต่ไหลเข้าสู่ฉากทัศน์ที่สองที่ 2.5-3.5% ก็มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาส 2 นี้

ข่าวล่าสุด

เชียงใหม่–ลำพูน ผนึกกำลังยกระดับสงกรานต์ล้านนาสู่ "วิสาหกิจเพื่อสังคม" ชูแคมเปญ "สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน" ในงาน Water Festival 2026