รอเลย "คนละครึ่งพลัส” เปิดลงทะเบียนปลาย เม.ย. เริ่มใช้จ่าย พ.ค.นี้
คลังเร่งคลอด “ไทยช่วยไทย พลัส” รวมคนละครึ่ง-บัตรสวัสดิการฯ หวังเริ่มใช้ พ.ค.นี้ เปิดลงทะเบียนใหม่ปลาย เม.ย. พร้อมทบทวนเพิ่มเงินช่วยค่าครองชีพ
กระทรวงการคลังเร่งเดินหน้าออกแบบมาตรการช่วยเหลือประชาชนรับมือวิกฤติพลังงานโลก หลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งแรงแตะระดับ 240 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิมราว 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ไทยยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าพยุงราคาขายปลีกภายในประเทศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเร่งออกแบบรายละเอียด “โครงการไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือน พ.ค. 2569 โดยจะเป็นการบูรณาการ โครงการคนละครึ่ง พลัส เข้ากับ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
เบื้องต้น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะสามารถใช้จ่ายได้ทั้งผ่านร้านธงฟ้า และร้านค้าที่เข้าร่วมคนละครึ่ง พลัส ขณะที่ผู้เข้าร่วมคนละครึ่ง พลัส ก็จะสามารถใช้สิทธิผ่านร้านธงฟ้าได้เช่นกัน พร้อมมีแนวคิดนำ AI เข้ามาช่วยยกระดับทักษะและศักยภาพของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
นายเอกนิติ ระบุว่า แนวทางของกระทรวงการคลังคือ เปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาพลังงาน มาเป็นการอุดหนุนประชาชนโดยตรง เพราะเป้าหมายสำคัญคือการช่วยเหลือคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง มากกว่าการทุ่มงบประมาณไปอุ้มราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ทุกคน เนื่องจากไม่ใช่ประชาชนทุกคนที่มีรถใช้
ทั้งนี้ ภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คาดว่าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกทันทีในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ และกระทรวงการคลังเตรียมเสนอชุดมาตรการช่วยเหลือที่อยู่ระหว่างจัดทำเข้าสู่การพิจารณาโดยเร็ว
สำหรับ มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงต้องประเมินฐานะการคลังอย่างรอบคอบ เพราะไม่ว่ารัฐจะใช้กองทุนน้ำมันฯ หรือภาษีสรรพสามิต ล้วนเป็นการอุ้มราคาพลังงานเพื่อช่วยผู้ใช้รถเหมือนกัน
อย่างไรก็ดี รัฐบาลกำลังพยายามปรับแนวทางใหม่ โดยยอมรับว่าในภาวะที่แหล่งพลังงานต้นทุนต่ำได้รับผลกระทบอย่างหนัก การทำให้พลังงานกลับมาราคาถูกอาจเป็นเรื่องยาก ดังนั้น นโยบายหลังจากนี้จะมุ่งช่วยคนให้มากที่สุดมากกว่าตรึงราคาพลังงานในวงกว้าง เพื่อไม่ให้เกิดภาระการคลังซ้ำเติมจนกลายเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติ
นายเอกนิติ ย้ำว่า ฐานะการคลังในเวลานี้ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และการจัดเก็บรายได้ยังเป็นไปตามเป้าหมาย แต่การตัดสินใจเรื่องลดภาษีน้ำมันจำเป็นต้องดูรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะต้องใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่าและตรงเป้าหมายที่สุด
นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายให้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ประสานผ่านกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทน้ำมันที่มีโรงกลั่น ให้เข้มงวดเรื่องการห้ามกักตุนน้ำมันและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนในประเทศ พร้อมสั่งการให้ กรมศุลกากร และ กรมสรรพสามิต เข้มงวดการสกัดกั้นการลักลอบนำน้ำมันออกไปขายยังประเทศเพื่อนบ้าน
ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้เสนอให้กระทรวงการคลังออก พระราชกำหนดค้ำประกันเงินกู้วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อใช้พยุงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเป็นเวลา 1 ปี จากปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ มีภาระอยู่แล้วราว 4 หมื่นล้านบาท
การขยายเพดานดังกล่าวจะทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีช่องว่างในการบริหารราคาน้ำมันในระยะต่อไป โดยหากกู้เต็มวงเงิน จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 1% ของจีดีพี จากปัจจุบันที่อยู่ราว 66.09% ของจีดีพี และยังเหลือพื้นที่กู้ได้อีกราว 3.5 แสนล้านบาท ภายใต้กรอบเพดานหนี้สาธารณะ 70% ของจีดีพี
ขั้นตอนจากนี้ จะต้องเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการหนี้สาธารณะ เพื่อบรรจุในแผนการก่อหนี้ ก่อนเสนอ ครม. พิจารณา หากได้รับความเห็นชอบแล้ว สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จะเริ่มจัดหาแหล่งเงินกู้ที่เหมาะสมให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทันที
นายลวรณ ระบุว่า ปัจจุบันรัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยดูแลราคาดีเซลอยู่ราว 19 บาทต่อลิตร หากไม่มีกลไกนี้ ราคาดีเซลอาจพุ่งไปแตะ 59 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันยังตรึงไว้ได้ที่ระดับ 40 บาทเศษต่อลิตร โดยย้ำว่า ไทยยังมี 2 เครื่องมือหลักในการดูแลราคาน้ำมันไม่ให้ลอยตัวเต็มที่ ได้แก่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และ ภาษีสรรพสามิต
"ขณะนี้นี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเร่งออกแบบโครงการคนละครึ่ง พลัส อย่างเต็มที่ และจะเร่งเสนอ ครม. โดยเร็วที่สุด โดยส่วนตัวคาดว่าอาจเริ่มใช้จ่ายได้เร็วสุดภายใน เดือน พ.ค. 2569 และมีโอกาสเปิด ลงทะเบียนใหม่ทั้งหมดในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้ ยกเว้นกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ"
ส่วน มาตรการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 100 บาทต่อเดือน จากเดิมเป็น 400 บาทต่อเดือน เพื่อบรรเทาค่าครองชีพจากน้ำมันแพงนั้น นายลวรณ ระบุว่า เป็นมติ ครม. เดิมในสมัยรัฐบาลรักษาการ ซึ่งขณะนี้สิ้นสภาพไปแล้ว จึงต้องนำกลับมาทบทวนใหม่ว่า วงเงินเพิ่มอีก 100 บาทเพียงพอหรือไม่ โดยจะพิจารณาร่วมกับกรอบงบประมาณที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยืนยันว่า เม็ดเงินช่วยเหลือจะไม่น้อยกว่าเดิมอย่างแน่นอน และเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะเร่งเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ทันที


