posttoday

เจาะกลยุทธ์ “กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์” รับมือสงคราม ค่าครองชีพพุ่ง กดยอดใช้จ่ายวูบ

24 มีนาคม 2569

“กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์” กางกลยุทธ์ยอดสินเชื่อส่วนบุคคลใหม่โต 5% ท่ามกลางวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ดันค่าครองชีพสูง กดกำลังซื้อชะลอตัว ยอดใช้จ่ายวูบ ฉุดตลาดสินเชื่อปี 69 ติบลบต่อเนื่องปีที่ 3

KEY

POINTS

  • กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ คาดตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลปี 69 หดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากภาวะค่าครองชีพพุ่งสูง ผลกระทบจากสงคราม ทำให้กำลังซื้อและยอดใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง
  • กางแผนรับมือ ตั้งเป้าสินเชื่อส่วนบุคคลใหม่เติบโต 5% ผ่านกลยุทธ์เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ (First Jobbers) และรักษาฐานลูกค้าเดิมซึ่งเป็นแหล่งสินเชื่อใหม่กว่า 90% 
  • ชูนวัตกรรม "บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์" ที่ร่วมกับ VISA ให้ลูกค้าใช้จ่ายผ่านร้านค้าและผ่อนชำระออนไลน์ได้ทันที เพื่อกระตุ้นการใช้งานและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

สภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับปัจจัยรุมเร้าหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสงครามตะวันออกกลาง ธุรกิจท่องเที่ยวสะดุด วิกฤตน้ำมันขาดแคลน และแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคล” ที่เข้าสู่สภาวะหดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยมีตัวเลขการเติบโตติดลบมาตั้งแต่ปีก่อนหน้าที่ 3.7% และมีแนวโน้มที่จะติดลบต่อเนื่องในปีนี้อย่างแน่นอน 

ปัจจัยลบพ่นพิษ จากวิกฤตโลกสู่ภาระค่าครองชีพ

นายอธิป ศิลป์พจีการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแบรนด์กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ระบุว่า ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งตลาดสินเชื่อส่วนบุคคล คือ ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ราคาพลังงาน ลามไปถึงค่าไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคถูกจำกัด ส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายสินเชื่อส่วนบุคคลลดลง ซึ่งจะเริ่มเห็นผลกระทบในไตรมาส 2/2569  

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปีนี้ไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เช่น โครงการ “ช้อปดีมีคืน” ทำให้การตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ของกลุ่มที่มีกำลังซื้อชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด 

ดังนั้น ประเมินว่าแนวโน้มภาพรวมตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลในปี 2569 จะติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากปี 2567 ติดลบ 4.2% และปี 2568 ติดลบ 3.4% โดยแบ่งออกเป็น 2 ฉากทัศน์    

1. กรณีสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อมากนัก คาดว่าตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลในปี 2569 จะติดลบใกล้เคียงกับปี 2568 (ติดลบ 3.4%) 

2. กรณีสถานการณ์ยืดเยื้อลากยาว ส่งผลให้น้ำมันและสินค้าแพง เงินเฟ้อสูง การหมุนเวียนทางเศรษฐหิจลดลง กระทบค่าครองชีพ คาดว่าตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลปี 2569 อาจติดลบในระดับ 3.4-4.2% สะท้อนจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สินเชื่อส่วนบุคคลในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ติดลบไปแล้วประมาณ 2% หรืออาจติดลบมากกว่านั้น หากตัวเลข GDP ไทยในปีนี้ติดลบ 

อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวยังไม่ได้พิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนลละครึ่งพลัส เป็นต้น ที่จะมีเข้ามาหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการ 

พฤติกรรมผู้บริโภคยุค “เศรษฐกิจฝืด” กู้น้อยลง 

มักมีความเชื่อว่า “เศรษฐกิจไม่ดี คนจะกู้เพิ่ม” แต่ในความเป็นจริง พบว่า เศรษฐกิจไม่ดี คนจะกู้น้อยลง โดยผู้บริโภคที่มีความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) เริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายและควบคุมหนี้สินของตนเองมากขึ้น

  • กู้น้อยครั้งแต่ยอดสูงขึ้น: แม้ความถี่ในการกู้จะลดลง (เช่น จากปีละ 5-6 ครั้ง เหลือ 4 ครั้ง) แต่จำนวนเงินในการกู้ต่อครั้งกลับเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการที่จำเป็น
  • วินัยการชำระหนี้ที่ดีขึ้นในระบบ: ลูกค้าในระบบมีความพยายามในการชำระหนี้คืนมากขึ้น ส่งผลให้ตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ในภาพรวมของอุตสาหกรรมเริ่มมีทิศทางลดลง
  • คุณภาพผู้สมัครที่ลดลง: อัตราการอนุมัติสินเชื่อ (Approval Rate) ปรับตัวลดลงจากเดิมที่เคยอยู่ที่ 38% ลงมาอยู่ที่ประมาณ 34-35% แม้เกณฑ์การพิจารณาของสถาบันการเงินจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่เป็นเพราะประวัติทางการเงินของผู้สมัครรายใหม่มีคุณภาพลดลงหรือมีประวัติที่ไม่ชัดเจนมากขึ้น

อุปสรรคสำคัญ กฎเกณฑ์และทางตันของการเข้าถึงสินเชื่อ

ปัญหาใหญ่ที่อุตสาหกรรมเผชิญ คือ การมีกลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบสินเชื่อได้ ซึ่งมีสาเหตุหลัก 3 ประการ 

1. เกณฑ์รายได้คงเหลือ: หลักเกณฑ์ของ ธปท. ที่กำหนดว่าต้องมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพหลังหักภาระหนี้
2. การพิสูจน์รายได้: ลูกค้าจำนวนมากไม่มีสลิปเงินเดือนหรือเอกสารทางการตามเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด
3. ประวัติทางการเงิน: สภาวะเศรษฐกิจทำให้คนบางกลุ่มมีประวัติการเงินที่ไม่ดี ทำให้สถาบันการเงินต้องระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ

ความหวังในการแก้ปัญหานี้อยู่ที่การผลักดัน “Your Data” หรือข้อมูลทางเลือกอื่น ๆ ของ ธปท. เพื่อให้สามารถตีความคำว่า “รายได้” ได้กว้างขึ้นกว่าแค่สลิปเงินเดือน ซึ่งจะช่วยให้คนกลุ่มที่อยู่นอกระบบสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 

อธิป ศิลป์พจีการ

กลยุทธ์เติบโตท่ามกลางโจทย์ท้าทายในปี 69

ท่ามกลางตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลที่หดตัว กรุงศรี เฟิร์สช้อยส์ ตั้งเป้าหมายจำนวนบัญชีลูกค้าใหม่ของทุกผลิตภัณฑ์ของกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ เติบโต 10% จากปีก่อน หรือ 200,000 บัญชี จากฐานลูกค้ากว่า 2 ล้านบัญชี และตั้งเป้ายอดสินเชื่อส่วนบุคคลใหม่เติบโต 5% จากปีก่อน ที่ติดลบกว่า 1% ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างมาก เมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลที่ติดลบ

กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย 

  • การเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (First Jobbers): มุ่งเน้นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของพนักงานเริ่มทำงานใหม่
  • การรักษาฐานลูกค้าเดิม: เนื่องจากยอดสินเชื่อใหม่กว่า 90% มาจากลูกค้าเก่า การสร้างความพึงพอใจและบริการใหม่ ๆ เพื่อรักษาฐานลูกค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ ขณะที่อีก 10% มาจากลูกค้าใหม่ 
  • นวัตกรรมผลิตภัณฑ์: การพัฒนา “บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์” ใหม่ ที่ร่วมมือกับ VISA เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้จ่ายผ่านร้านค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องถือเงินสด เพิ่มความสะดวกและปลอดภัย รวมถึงการคิดดอกเบี้ยตามการใช้จริงเพื่อช่วยบริหารกระแสเงินสดในยามฉุกเฉิน

ฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ Digital Lifestyle และการบริหาร Cash Flow

นวัตกรรมใหม่ของกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่บัตรพลาสติก แต่ยังบูรณาการเข้ากับแอปพลิเคชัน UCHOOSE ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการธุรกรรมได้อย่างรวดเร็ว

  • เพิ่ม 2 บริการใหม่: จ่ายผ่อนได้ทุกที่ที่มีสัญลักษณ์ VISA ผ่านวงเงินสินเชื่อ และผ่อนออนไลน์ได้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ
  • ระบบผ่อนชำระ 0%: มีพันธมิตรร้านค้ากว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ ที่รองรับการผ่อนชำระ ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น
  • การชำระออนไลน์ที่ปลอดภัย: รองรับระบบ Visa 3D Secure เพื่อความมั่นใจในการช้อปปิ้งออนไลน์

สถิติสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

หลังจากการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ พบว่ามีการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีจำนวนรายการใช้งานกว่า 180,000 รายการ และมียอดใช้จ่ายรวมกว่า 300 ล้านบาท (ข้อมูลถึงเดือน ก.พ.2569) โดย 3 อันดับยอดนิยมที่ลูกค้าเลือกใช้จ่าย ได้แก่

1. ซื้อสินค้าออนไลน์
2. ประกันภัย
3. โทรศัพท์มือถือและแกดเจ็ต, เครื่องใช้ไฟฟ้า, น้ำมัน

ข่าวล่าสุด

'อนุทิน' สั่งเลิกตรึงราคา "ดีเซล" ปล่อยไหลตามกลไกตลาดโลก