posttoday

ส่งออก ก.พ. โต 9.9% ต่อเนื่อง 20 เดือน กางฉากทัศน์สงครามฉุดทั้งปี-3%

24 มีนาคม 2569

สนค. เผยส่งออก ก.พ. โต 9.9% รับสินค้า AI และเกษตรเด่น แต่ มี.ค. เสี่ยงชะลอจากสงครามและค่าระวางเรือพุ่ง กาง 3 ฉากทัศน์ทั้งปีดีสุด +1.1% และต่ำสุด -3% พร้อมลุ้นแรงเร่งส่งออกพยุงมูลค่าเหนือ 2.8 หมื่นล้านเหรียญ

KEY

POINTS

  • การส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ขยายตัว 9.9% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 โดยมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกษตรเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก
  • สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้ประเมินภาพรวมการส่งออกทั้งปีไว้ 3 กรณี ตั้งแต่ขยายตัว 1.1% จนถึงติดลบ 1.0%
  • ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศส่งผลกระทบต่อเนื่อง อาจทำให้การส่งออกทั้งปีติดลบถึง 3%

นางสาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงภาวะส่งออกของไทย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่า มีมูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 912,567 ล้านบาท ขยายตัว 9.9% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 หากหักสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัว 11.0% โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่โตตามเทคโนโลยี AI และการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน

ส่วนสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ผลไม้สด ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ไก่แปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวเด่น โดยภาพรวม 2 เดือนแรก การส่งออกขยายตัว 17.0% และ 15.8% เมื่อหักสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย

ขณะที่ มูลค่าการค้าในเดือนกุมภาพันธ์ การส่งออกอยู่ที่ 29,439.7 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 9.9% การนำเข้ามีมูลค่า 32,273.3 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 31.8% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 2,833.6 ล้านดอลลาร์ ส่วนภาพรวม 2 เดือนแรก การส่งออก 61,012.7 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.0% การนำเข้า 67,149.8 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 30.5% ดุลการค้าขาดดุล 6,137.1 ล้านดอลลาร์

สำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร 2 เดือนแรก การส่งออกหดตัว 3.8% โดยสินค้าที่ขยายตัวสูงได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ส่วนสินค้าที่หดตัว ได้แก่ ยางพารา มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย และไก่สดแช่เย็น แช่แข็ง ตลาดสำคัญที่ผลักดันการเติบโตได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ด้านสินค้าอุตสาหกรรม 2 เดือนแรก การส่งออกขยายตัว 21.3% สินค้าที่เติบโตเด่นได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกล หม้อแปลงไฟฟ้า และเครื่องส่งวิทยุ โทรทัศน์ ตลาดสำคัญได้แก่ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และยุโรป ขณะที่สินค้าที่หดตัว ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เม็ดพลาสติก เครื่องสำอาง และเคมีภัณฑ์

สำหรับ ทิศทางการส่งออกในเดือนมีนาคมคาดว่า มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากแรงกดดันด้านปัจจัยภายนอก ทั้งสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่กระทบต่อค่าระวางเรือ และต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน 

ทั้งนี้ สนค. ได้วางกรอบการคาดการณ์ ภาพรวมทั้งปีไว้ 3 กรณี เพื่อรองรับความผันผวนของสถานการณ์โลก 

1.กรณีดีที่สุด 
คาดการณ์ขยายตัวที่ +1.1%
คิดเป็นมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 28,235.8 ล้านเหรียญสหรัฐ
2.กรณีฐาน/กลาง 
คาดการณ์ขยายตัวติดลบ -1.0%
คิดเป็นมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 27,522.6 ล้านเหรียญสหรัฐ
3.กรณีต่ำสุด
คาดการณ์ขยายตัวติดลบ -3.0%
คิดเป็นมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 26,800 ล้านเหรียญสหรัฐ

"เรามองเป้าทั้งปีไว้ 3 กรณี คือดีที่สุดขยายตัว 1.1% กรณีฐานติดลบ 1% และต่ำสุดติดลบ 3% โดยในเดือนมีนาคมนี้มีปัจจัยลบจากต้นทุนวัตถุดิบและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเข้ามาเบียดบัง ซึ่งต้องติดตามว่าในช่วงที่เหลืออีก 150 วัน แรงเร่งส่งออกของผู้ประกอบการจะช่วยพยุงมูลค่าให้ยืนเหนือระดับ 2.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐได้หรือไม่"

นอกจากนี้ สนค. ยังระบุว่า ไทยยังคงเกินดุลกับสหรัฐฯ ในช่วง 2 เดือนแรกกว่า 9,745.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ขาดดุลกับจีนถึง 14,198.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการลดลงของสินค้ากลุ่มยางพาราและเคมีภัณฑ์, ส่วนการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มทองคำนั้น เป็นการนำทองดิบเข้ามาเพื่อแปรสภาพเป็นทองรูปพรรณตามความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยของตลาดโลก

ด้าน ผู้แทนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้กล่าวถึงมาตรการเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเดินเรือในทะเลแดงว่า กรมฯ ได้หารือร่วมกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือเพื่อหาทางออกเรื่องค่าระวางเรือที่แพงขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยแนะนำให้ผู้ประกอบการพยายามขนสินค้ากลับไทยเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายหากติดค้างอยู่ที่พอร์ตต่างประเทศ พร้อมประสานทูตพาณิชย์ทั่วโลกเร่งหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ทั้งพลังงานและปุ๋ย รวมถึงสนับสนุนวงเงินช่วยเหลือร่วมกับ EXIM Bank

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมปรับเป้าหมายการส่งออกอีกครั้งในเดือนเมษายน เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจัยท้าทายใหม่ๆ ทั้งความผันผวนทางการเมืองโลกและแนวโน้มค่าไฟฟ้าในประเทศที่จะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป
 

ข่าวล่าสุด

"ยศชนัน" ล็อกเป้า 3 มิติกู้วิกฤตพลังงาน ชู "วิทยาศาสตร์" กระดูกสันหลังใหม่เศรษฐกิจไทย