บทเรียน “เจ๊ง” ซีอีโอ บาร์บีคิวพลาซ่า จุดเปลี่ยนที่สอนให้เลิกวิ่งแข่งคนอื่น
บทเรียนในอดีตของซีอีโอบาร์บีคิวพลาซ่า ‘ชาตยา สุพรรณพงศ์’ เมื่อความล้มเหลวสอนให้เลิก "วิ่งตามคนอื่น" แล้วกลับมาเป็นตัวเอง
KEY
POINTS
- บทเรียนในอดีตของซีอีโอ บาร์บีคิวพลาซ่า ‘ชาตยา สุพรรณพงศ์’ เมื่อความล้มเหลวสอนให้เลิก "วิ่งแข่งคนอื่น" แล้วกลับมาเป็นตัวเอง
- ยึดแก่นดีเอ็นเอ บาร์บีก้อน วางตัวเองเป็นผู้จัดการทีม ขับเคลื่อนองค์กรในแบบ “บริษัทลูกครึ่ง” เป็นครึ่งครอบครัว ครึ่งมืออาชีพ
ในวันที่ตลาดร้านอาหารเต็มไปด้วยผู้เล่นหน้าใหม่ แบรนด์เก่าแก่อย่าง บาร์บีคิวพลาซ่า ยังยืนระยะมาได้เกือบ 4 ทศวรรษ นับตั้งแต่ยุคของ ชูพงศ์ ชูพจน์เจริญ ที่เริ่มต้นธุรกิจในปี 2530
และหนึ่งใน “หมุดหมายสำคัญ” ที่ทำให้คนจดจำแบรนด์ได้ ไม่ใช่แค่รสชาติ แต่คือการให้กำเนิด “บาร์บีก้อน” มังกรสีเขียวที่กลายเป็นหัวใจของแบรนด์ จากแค่ไอเดียอยากมีมาสคอต สู่การเป็นตัวแทนความผูกพันระหว่างแบรนด์กับลูกค้า
เรื่องของ “บาร์บีคิวพลาซ่า” อาจดูเหมือนตำนานความสำเร็จที่เดินมาอย่างราบรื่น แต่เบื้องหลังกลับมีช่วงเวลาที่ทำให้ผู้นำรุ่นสองอย่าง เป้-ชาตยา สุพรรณพงศ์ ต้องหยุดทบทวนตัวเองจากความล้มเหลวในช่วงแรกที่พยายามปรับเปลี่ยนแบรนด์เพื่อแข่งกับเจ้าอื่น
“เป้-ชาตยา” เปิดใจเล่าย้อนเส้นทางชีวิตให้ โพสต์ทูเดย์ ฟังว่า ก่อนจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจครอบครัวในบริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด เธอไม่ได้มีพื้นฐานด้านอาหารเลยแม้แต่น้อย โดยจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ เอกวรรณคดีอังกฤษ ก่อนจะต่อยอดปริญญาโทด้านสารนิเทศและการละคร และศึกษาเพิ่มเติมด้านการตลาด
หลังใช้ชีวิตในสายงานเอเจนซี่โฆษณาอยู่ราว 2 ปี เธอตัดสินใจกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัว เริ่มต้นในบทบาทพัฒนาธุรกิจ (Business Development) พร้อมทั้งลุกขึ้นตั้งแผนกควบคุมคุณภาพ (QC) อย่างจริงจัง แม้จะไม่มีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์อาหาร แต่เธอเลือกใช้วิธีดึงผู้เชี่ยวชาญภายในองค์กรมาร่วมกันวางระบบและยกระดับมาตรฐาน
หลังจากนั้นเธอพยายามเข้าไปรีแบรนด์และพัฒนาแบรนด์ต่าง ๆ ภายในองค์กร แต่หลายโปรเจกต์กลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง
บทเรียนจากความล้มเหลว สู่จุดเปลี่ยนทางความคิด
เธอเล่าว่า ช่วงเวลาที่เข้ามารับช่วงต่อ ธุรกิจของครอบครัวเดินทางมาแล้วกว่า 20 ปี มีสาขามากกว่า 50 แห่ง ถือว่าเติบโตได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ขณะเดียวกัน “เกม” ในตลาดก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“สมัยปี 2530 ในห้างสรรพสินค้ามีแบรนด์ร้านอาหารแค่ราว 20-30 ร้าน แต่ตอนที่เราเข้ามาเข้ามาช่วยครอบครัว จำได้ว่าเคยนับถึง 200 กว่าร้าน โดยเฉพาะการรุกของแบรนด์ต่างชาติ สะท้อนว่าการแข่งขันมันมากขึ้น ก็เลยคิดว่ามันถึงเวลาแล้วแหละที่เราจะมาช่วยครอบครัว ตอนนั้นรู้สึกกังวลอยากมาช่วยปรับเปลี่ยน แต่ ณ วันนั้นเราไม่มีประสบการณ์เลย พอเราเข้ามา เราก็บอกว่าเราจะเปลี่ยนแปลง ก็เลยไปทำปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น ชื่อ "Fireplace" ทำอะไรใหม่ ๆ เพื่อสู้กับร้านรูปแบบใหม่ ๆ”
การสร้างแบรนด์ปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นชื่อ “Fireplace” ชาตยา บอกว่า หวังจะปรับภาพลักษณ์และแข่งขันกับร้านรูปแบบใหม่ ๆ ในตลาด แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ
“ตอนนั้นเลยทำให้เรากลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง และกังวลว่าคนในองค์กรจะขาดความเชื่อมั่นในทิศทางของบริษัท ก็ต้องขอบคุณบทเรียนครั้งนั้นที่เราเจ๊ง เพราะมันเป็นจุดเปลี่ยนในความคิดของเรา เพราะตอนแรกเราอึดอัด ว่าทำอะไรก็ไม่ดี ยังสู้คนอื่นไม่ได้ ความล้มเหลวนั้นมันทำให้เราเปลี่ยนแนวคิดจากปัญหาที่เคยมี เป็นแรงศรัทธา แรงกล้าว่า บาร์บีคิวพลาซ่าของเรามีรากฐานที่ดีมาก ๆ จากเดิมที่จะเปลี่ยน จะตัด ก็เปลี่ยนมาเป็นจะเติมอะไรดีกว่า ต่อยอดสิ่งที่ดีอยู่แล้ว เลยเปลี่ยนมุมมองความคิดหมดเลย”
DNA และการรักษา ตำนานของครอบครัว
ชาตยาเล่าว่า สิ่งที่พ่อแม่สร้างไว้ตลอดหลายสิบปี ไม่ใช่แค่ “ธุรกิจ” แต่คือ DNA ที่ยังมีลมหายใจอยู่ในองค์กรจนถึงวันนี้
แกนแรกคือ “คุณภาพอาหาร” ที่ได้รับมาจากคุณพ่อ ผู้มีแพชชั่นกับเรื่องกินอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ “น้ำจิ้ม” สูตรต้นตำรับที่ยังคงทำเองทุกขั้นตอน ไม่พึ่งพาสำเร็จรูป เพราะนี่คือหัวใจที่ทำให้แบรนด์แตกต่างและยืนระยะมาได้
อีกแกนสำคัญคือ “การดูแลคน” ซึ่งถ่ายทอดมาจากคุณแม่ที่บริหารองค์กรด้วยหัวใจแบบครอบครัว พนักงานไม่ได้เป็นแค่แรงงาน แต่คือคนในบ้าน ความผูกพันนี้เองที่ทำให้ทีมงานหลายคนอยู่กับองค์กรยาวนาน และช่วยกันดูแลธุรกิจเหมือนเป็นของตัวเอง
เมื่อสองสิ่งนี้มารวมกัน องค์กรจึงเติบโตมาในรูปแบบที่ชาตยาเรียกว่า “บริษัทลูกครึ่ง” ครึ่งหนึ่งคือความเป็นครอบครัวที่ต้องรักษาสายสัมพันธ์แบบพี่น้อง อีกครึ่งคือความเป็นมืออาชีพที่ต้องขับเคลื่อนด้วยระบบ ความรู้ และกลยุทธ์สมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการดึงที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญเข้ามาวาง Strategy และ Vision เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้อย่างแข็งแรง
ขณะเดียวกัน เธอยังผลักดันวัฒนธรรม “ความกล้าที่จะเปิด” ทั้งการเปิดเผยข้อมูลผลประกอบการให้พนักงานรับรู้ เพื่อสร้างเป้าหมายร่วมกัน และการ “เปิดบ้าน” ลดระยะห่างระหว่างเจ้าของกับทีมงาน จนเกิดบรรยากาศที่ทุกคนกล้าเสนอไอเดีย และรู้สึกเป็นเจ้าขององค์กรไปพร้อมกัน
มองตัวเอง คือ “ผู้จัดการทีม”
ในบทบาทผู้นำของบาร์บีคิวพลาซ่า ชาตยามองตัวเองไม่ใช่ “นักเตะ” แต่เป็น “ผู้จัดการทีม” ความสำเร็จจึงไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือการที่ทีมทั้งทีมเล่นเข้าขากันได้อย่างลงตัว เธอบอกว่าช่วงเวลาที่ทำให้ “ใจฟู” ที่สุด คือการได้เห็นทีมทำงานร่วมกันอย่างสมัครสมาน และสร้างผลงานที่ดีออกมา
โจทย์สำคัญของเธอคือการผสาน “คนรุ่นเก่า” กับ “คนรุ่นใหม่” ให้เดินไปด้วยกันได้อย่างราบรื่น เพราะความสำเร็จขององค์กรไม่ใช่แค่การดึงคนเก่งเข้ามา แต่คือการทำให้ทุกคนทำงานร่วมกันได้จริง และเติบโตไปพร้อมกัน
แนวคิดนี้ต่อยอดไปสู่กลยุทธ์ใหม่ของแบรนด์ จากเดิมที่ใช้โมเดลมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ (One Size Fits All) สู่ “One Size Fits One” หรือการเติบโตด้วยความเข้าใจ (Scale with Empathy) โดยให้แต่ละสาขาปรับตัวเข้ากับบริบทของพื้นที่มากขึ้น ทั้งเมนู บรรยากาศ และการสื่อสารกับลูกค้า
ตัวอย่างความสำเร็จ เช่น การเปิดสาขาที่สกลนครและมุกดาหาร ที่มีการเพิ่มเมนูเนื้อโคขุนโพนยางคำซึ่งเป็นที่นิยมในพื้นที่ หรือการให้บาร์บีกอนสวมชุดผ้าครามซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชาวสกลนคร เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น
ภาพของแบรนด์จึงไม่หยุดแค่ร้านอาหาร แต่กำลังขยับสู่การเป็น “Emotional Brand” ที่เชื่อมโยงกับผู้คนผ่านประสบการณ์และตัวละคร จนไปถึงการเป็น “Aspirational Brand” ที่สร้างแรงบันดาลใจ และกลายเป็นแบรนด์ในใจของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่
3 แกนหลักเดินไปข้างหน้า
ในระยะ 5 ปีข้างหน้า วิสัยทัศน์ขององค์กรวางไว้ 3 แกนหลัก คือด้านร้านอาหาร เป็นร้านที่สร้างความสุข แรงบันดาลใจ และปรับตัวได้ทันยุคสมัยอยู่เสมอ ด้านการขยายตัวมุ่งมั่นที่จะเป็น แบรนด์คนไทยที่ไปปักธงในต่างประเทศ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและนำรายได้กลับเข้าสู่ประเทศ
รวมถึงด้านการสร้างคน (Enabler) นี่คือส่วนที่บริษัทให้ความสำคัญมาก คือการ สร้างคนผ่านการตั้งโรงเรียน เพื่อถ่ายทอดทักษะและความเชี่ยวชาญในธุรกิจร้านอาหารกว่า 40 ปี ให้กับเด็กระดับ ปวช. และ ปวส. เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทย ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะทำงานกับบริษัทต่อหรือไปทำธุรกิจส่วนตัวก็ตาม
ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า การเติบโตของบาร์บีคิวพลาซ่าในอนาคต จะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย “ขนาด” เพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วย “ความเข้าใจผู้คน” เพื่อรักษา DNA เดิมไว้ พร้อมต่อยอดให้แบรนด์ยังคงอยู่ในใจผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว


