เอกนิติ ชู 3 แผนยกเครื่อง SME ผนึกรัฐ-เอกชน รับคลื่นลงทุนใหม่ในอาเซียน
เอกนิติ รมว.คลัง ประกาศ 3 แผน เปิดตลาด เติมทุน เร่งทรานส์ฟอร์ม SME ไทย จับมือภาครัฐ-ภาคเอกชน รับคลื่นการลงทุนใหม่ในอาเซียน ยกระดับแข่งขันระยะยาว
KEY
POINTS
- เสนอแผนเปิดตลาดให้ SME โดยใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้แต้มต่อสินค้าที่ผลิตในประเทศ และจูงใจให้เอกชนรายใหญ่ดึง SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน
- ปลดล็อกการเข้าถึงแหล่งทุนผ่านแนวทาง Supply Chain Financing และการสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลดิจิทัลที่น่าเชื่อถือเพื่อลดความเสี่ยงให้สถาบันการเงิน
- เร่งรัดการปรับเปลี่ยนธุรกิจ (Transform) ของภาคอุตสาหกรรมให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อเชื่อมโยงกับคลื่นการลงทุนและบูรณาการมาตรการช่วยเหลือของรัฐ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนา "FTI REINVENT THAILAND" ซึ่งจัดโดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ว่า SME ถือเป็น กลุ่มเสาหลักที่สำคัญที่สุดใน 5 เสาหลัก ของนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา การยกระดับเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจำเป็นต้องอาศัย “ความร่วมมือเชิงระบบ” ระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน โดยเฉพาะการผลักดันผู้ประกอบการ SME ไทยให้มีโอกาสมากขึ้นทั้งด้านตลาด แหล่งทุน และการปรับตัวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบางไปสู่การแข่งขันที่ยั่งยืน
ภายใต้ แนวคิด “Reinvent Thailand” สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนอย่างชัดเจน เพราะการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจครั้งใหญ่ไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันจริงระหว่างรัฐและเอกชน รวมถึงการรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมเพื่อนำไปสู่มาตรการที่ทำได้จริงและเกิดผลในทางปฏิบัติ ดังนี้
1.เปิด “ตลาด” ให้ SME ด้วยแต้มต่อภาครัฐและซัพพลายเชนเอกชน
มาตรการแรกที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ การเพิ่มโอกาสด้านตลาดให้ SME ไทย โดยเฉพาะการใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นกลไกสำคัญ ผ่านแนวคิด “แต้มต่อ” สำหรับสินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือ Made in Thailand เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะรายเล็ก สามารถแข่งขันได้มากขึ้นในระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ
ปัจจุบันภาครัฐได้ผลักดันมาตรการให้แต้มต่อแก่ผู้ประกอบการไทยในระดับหนึ่งแล้ว และกำลังเดินหน้าต่อในรายละเอียดเชิงปฏิบัติ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐเป็นแรงหนุนต่อภาคการผลิตในประเทศอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญคือ ต้องมีความร่วมมือจากสภาอุตสาหกรรมและสมาคมต่าง ๆ ในการช่วย “คัดกรอง” ผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ เพื่อป้องกันปัญหาการสวมสิทธิหรือการอ้างตัวเป็น SME ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการตัวจริง
“SME ต้องการตลาด และตลาดภาครัฐต้องเป็นตัวช่วยสำคัญ เราให้แต้มต่อกับของไทยได้ แต่ต้องทำร่วมกัน เพื่อให้คนตัวจริงได้โอกาส ไม่ใช่เปิดช่องให้ตัวปลอมเข้ามาใช้สิทธิ คือ ป้องกันไม่ให้บริษัทขนาดใหญ่แอบอ้างสิทธิประโยชน์ของรายย่อย จึงต้องอาศัยสภาอุตสาหกรรมฯ ช่วยกันสกรีนคนดีๆได้รับสิทธิ”
นอกจากตลาดภาครัฐแล้ว รัฐบาลต้องการขยายแนวคิดนี้ไปสู่ ตลาดของภาคเอกชนรายใหญ่ด้วย โดยจะออกแบบแรงจูงใจเพิ่มเติม เช่น มาตรการภาษี หรือสิทธิประโยชน์บางอย่าง เพื่อจูงใจให้บริษัทขนาดใหญ่ดึง SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มากขึ้น เพราะในโลกธุรกิจใหม่ ผู้ประกอบการรายเล็กไม่สามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยว แต่ต้องเติบโตไปพร้อมกับผู้เล่นรายใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ
2.ปลดล็อก “ทุน” ด้วย Supply Chain Financing และแพลตฟอร์มข้อมูลจริง
โดยย้ำว่า SME ไทยยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนเพียงพอ แม้หลายฝ่ายต้องการช่วยเหลือ แต่สถาบันการเงินยังมองว่ามีความเสี่ยงสูง จึงต้องสร้างระบบใหม่ให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยใช้แนวทาง Supply Chain Financing อาศัยความน่าเชื่อถือของบริษัทแม่หรือคู่ค้ารายใหญ่ เป็นฐานขยายสินเชื่อไปยังผู้ประกอบการรายเล็กในห่วงโซ่อุปทาน
ขณะนี้รัฐบาลกำลังประสานงานกับหลายหน่วยงาน ทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และภาคธนาคาร เพื่อออกแบบกลไกค้ำประกันและลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ SME ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ใช่เพียงเพิ่มวงเงินค้ำประกัน แต่รวมถึงการสร้าง ระบบข้อมูลที่ตรวจสอบได้จริง
“แบงก์ไม่กล้าปล่อย เพราะมองว่าเสี่ยง ถ้าเราทำระบบให้เห็นข้อมูลจริง อยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน และมีเครดิตจากบริษัทแม่หรือคู่ค้า แบงก์จะกล้าปล่อยมากขึ้น ไม่ใช่แค่พูดแต่มันทำได้จริง คือโอกาสที่ SME จะเข้าถึงก็เยอะมากขึ้น”
นายเอกนิติระบุว่า หัวใจสำคัญคือการผลักดันให้ เอกสารธุรกิจ ข้อมูลการค้า และข้อมูลภาษีบางส่วน เข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ตรวจสอบได้ เพื่อลดปัญหาข้อมูลเทียม เอกสารปลอม และข้อมูลไม่ตรงความจริง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินระมัดระวังมากเกินไป เมื่อข้อมูลของ SME อยู่บนระบบที่น่าเชื่อถือมากขึ้น สถาบันการเงินจะสามารถแข่งขันกันออกแบบสินเชื่อที่เหมาะสมได้มากขึ้น ขณะที่ SME จะมีทางเลือกด้านเงินทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และลดการพึ่งพาสินเชื่อแบบดั้งเดิมที่เข้าถึงยากสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก
3. เร่ง “ทรานส์ฟอร์ม” อุตสาหกรรมไทย รับคลื่นลงทุนใหม่ ยกระดับทั้งระบบ
แกนที่สามที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการเร่ง ทรานส์ฟอร์ม ภาคอุตสาหกรรมไทย ให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง โดยมองว่าไทยยังมีหน้าต่างโอกาส จากกระแสย้ายฐานการลงทุนและความสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่หันมามองไทยและอาเซียนมากขึ้น
ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าไทยยังมีจุดแข็งในหลายสาขา ทั้งเกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์ ตลอดจนอุตสาหกรรมใหม่ที่เชื่อมโยงกับสุขภาพและคุณภาพชีวิต แต่การดึงเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเชื่อมให้เกิด การถ่ายทอดเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้ SME ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน
“ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน การลงทุนใหญ่เข้ามาอย่างเดียวไม่พอ ถ้าไม่เชื่อมถึง SME ไทยก็ไม่เกิดประโยชน์ เราต้องทำให้บริษัทใหญ่ช่วยดึงบริษัทเล็กเข้าสู่ Supply Chain ให้ไปคนเดียวตาย สำหรับโลกยุคใหม่ต้องช่วยกัน transform ไปพร้อมกัน”
ทั้งนี้ รัฐบาลจึงมีมาตรการลักษณะ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยดึงผู้ประกอบการรายเล็กเข้าสู่ระบบการผลิตและบริการมากขึ้น ควบคู่กับการออกแบบกองทุนหรือเครื่องมือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ เช่น Automation การยกระดับเทคโนโลยี และการปรับกระบวนการผลิต
ทั้งนี้ ยอมรับว่า มาตรการส่งเสริมการลงทุนและกองทุนสนับสนุนบางส่วนยังมีข้อจำกัด เนื่องจากผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากขาดเงินทุนตั้งต้น ขณะที่ระบบช่วยเหลือส่วนใหญ่ยังจ่ายสนับสนุนหลังโครงการแล้วเสร็จ ทำให้ SME เข้าไม่ถึง จึงจำเป็นต้องปรับกติกาให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของธุรกิจ และเปิดทางให้ภาคธนาคารร่วมปล่อยกู้ควบคู่กับเครื่องมือภาครัฐ ขณะที่ปัญหาเดิมของระบบสนับสนุน SME ไทย คือมาตรการภาครัฐยังแยกส่วนกระจัดกระจาย ต่างหน่วยต่างทำ ทำให้หลายโครงการไม่ส่งผลเต็มที่และไม่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการอย่างแท้จริง
ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งบูรณาการเครื่องมือทั้งหมด ทั้งด้านตลาด เงินทุน ภาษี การค้ำประกันสินเชื่อ การส่งเสริมการลงทุน และการยกระดับเทคโนโลยี ให้เอกชนเข้าถึงได้ผ่าน “เส้นทางเดียว” ลดต้นทุนแฝงจากการติดต่อหลายหน่วยงาน ควบคู่กับการปลดล็อกกติกาและขั้นตอนที่ซับซ้อน ซึ่งยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุนและการปรับตัวของ SME
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นจากการลงทุนภาครัฐและเอกชนที่ขยายตัว ซึ่งเป็นแรงสำคัญช่วยพยุงการฟื้นตัว แต่การเติบโตระยะต่อไปต้องไม่หยุดอยู่แค่ตัวเลขมหภาค หากต้องส่งต่อไปถึงผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชนฐานรากด้วย
รัฐบาลจึงเดินหน้านโยบายที่ไม่ใช่เพียงกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น แต่ต้องยกระดับศักยภาพ โดยนำเทคโนโลยีและ AI มาช่วยผู้ค้ารายย่อยวิเคราะห์การขาย รายได้ รายจ่าย ช่วงเวลาค้าขาย และบริหารต้นทุน เพื่อให้คนตัวเล็ก เพิ่มประสิทธิภาพได้จริงในชีวิตประจำวัน
หากนโยบายดิจิทัลและเครื่องมือใหม่ของรัฐช่วยยกระดับทักษะผู้ประกอบการรายย่อยได้ในวงกว้าง จะเป็นฐานสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่แข็งแรงจากฐานราก ไม่ใช่เติบโตกระจุกตัวเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่
นายเอกนิติ ย้ำว่า หากทุกภาคส่วนร่วมกันเปิดตลาด เติมทุน เชื่อมซัพพลายเชน ดึงเทคโนโลยี และปลดล็อกกติกาที่เป็นอุปสรรคได้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นจังหวะสำคัญในการยกระดับ SME ไทย ให้เติบโต เข้าถึงโอกาส และเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้จริง พร้อมปูทางให้ไทยแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในปีแห่งการลงทุน


