posttoday

น้ำมันพุ่ง ปุ๋ยแพง เกษตรกรไทยกำไรหาย แต่โรงงานแปรรูปได้อานิสงส์

18 มีนาคม 2569

วิกฤตตะวันออกกลางทดสอบโครงสร้างเกษตรไทย น้ำมันพุ่ง ปุ๋ยแพง ทำเกษตรกรไทยกำไรหาย โดยเฉพาะ 5 พืชเศรษฐกิจน่าห่วง สวนทางโรงงานแปรรูปได้อานิสงส์บวก

อุตสาหกรรมเกษตรที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทยคือ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลางผ่าน 5 ช่องทางหลัก คือ 1.ราคาน้ำมัน 2.ราคาปุ๋ยเคมี 3.อุปสงค์จากตะวันออกกลาง 4. ค่าระวางเรือและโลจิสติกส์ และ 5.เศรษฐกิจโลกหรืออุปสงค์โดยรวม

 

ซึ่งผลกระทบต่อแต่ละอุตสาหกรรมจะแตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุน ความเชื่อมโยงกับตลาดพลังงาน และตลาดส่งออกหลักของพืชแต่ละชนิด

 

ราคาน้ำมันและปุ๋ยที่แพงขึ้น ทำให้เกษตรกรทั้ง 5 พืชได้รับผลเสียโดยรวม

 

เกษตรกรทั้ง 5 พืชจะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ ในขณะที่โรงงานแปรรูปพืช 4 ชนิด ยกเว้นข้าวจะได้รับผลสุทธิเป็นบวก แต่ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงในหลายด้าน

 

SCB EIC ประเมินผลกระทบผ่านการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของราคาสินค้าต่อราคาน้ำมันและ GDP โลก และผลกระทบของราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยต่อโครงสร้างต้นทุน ภายใต้ 2 ฉากทัศน์ คือ

  • กรณีฐานที่ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปี 2026 อยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีปกติ 28.6 pp และ GDP โลกต่ำกว่ากรณีปกติ 0.2 pp
  • และกรณีรุนแรงที่ราคาน้ำมันเพิ่มเป็น 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีปกติ 64.5 pp และ GDP โลกต่ำกว่ากรณีปกติ 0.9 pp 

 

ซึ่งจากผลการประเมินพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกพืช 5 ชนิดมีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ โดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะได้รับผลกระทบหนักสุด ตามมาด้วยปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลังและยางพารา จากต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันที่จะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก จนหักล้างผลบวกด้านราคา

 

ในทางตรงกันข้าม โรงงานแปรรูปยางพารา โรงงานน้ำตาล โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง จะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นบวก จากผลของราคาที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้โรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน จะได้รับผลบวกสุทธิมากที่สุดจากความเชื่อมโยงกับไบโอดีเซล รองลงมา คือ โรงงานแปรรูปมันสำปะหลังจากความต้องการเอทานอล โรงงานน้ำตาลจากราคาน้ำตาลโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และโรงงานยางพาราจากการถูกนำไปใช้ทดแทนยางสังเคราะห์

 

 

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงในหลายด้าน ทั้งจากเศรษฐกิจโลก นโยบายพลังงานในประเทศ ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่ง ขณะที่โรงสีข้าวเป็นผู้ประกอบการกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ เนื่องจากจะไม่ได้อานิสงส์ด้านราคาจากน้ำมันเหมือนสินค้าอื่น แต่กลับเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต ค่าระวางเรือ การพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง และการแข่งขันในตลาดโลกที่จะรุนแรงขึ้น

 

ส่วนผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นต่อโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรจะอยู่ในระดับจำกัด เพราะแม้ราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตจะลดลงไม่มาก และผลกระทบโดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในปี 2027 เนื่องจากเกษตรกรในหลายพืช เช่น อ้อย มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว แต่ในทางตรงกันข้าม ราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น จะกระทบต่อเกษตรกรค่อนข้างมาก เนื่องจากสัดส่วนต้นทุนปุ๋ยต่อต้นทุนรวมของเกษตรกรที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง

 

ผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มต้องเร่งรับมือให้ตรงจุด เพราะผลกระทบแตกต่างและไม่เท่ากัน

 

วิกฤติตะวันออกกลางทำให้ผู้ประกอบการแต่ละอุตสาหกรรมต้องรับมือแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแต่ละธุรกิจ โดยโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันต้องจับตาการเพิ่มสูตรผสมไบโอดีเซลอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวกำหนดอุปสงค์และราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศโดยตรง โรงงานแปรรูปมันสำปะหลังต้องติดตามทั้งทิศทาง GDP โลกและนโยบายส่งเสริม E20 ซึ่งจะกำหนดอุปสงค์เอทานอลในระยะต่อไป

 

ขณะที่โรงงานน้ำตาลต้องเฝ้าระวังเศรษฐกิจโลกควบคู่กับแผนการผลิตของบราซิล ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อราคาน้ำตาลโลก ด้านโรงงานแปรรูปยางพาราควรเร่งกระจายตลาด เพราะอุปสงค์ยางมีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจโลกสูง

 

ส่วนโรงสีและผู้ส่งออกข้าวต้องเร่งทั้งการหาตลาดใหม่และลดต้นทุน เพื่อรับมือแรงกดดันจากค่าขนส่งและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกพืชจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ เช่น ปุ๋ยสั่งตัด หรือการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยนำเข้าและรักษาศักยภาพการผลิตในระยะยาว

 

ภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกกลุ่มพืช แต่เร่งดูแลข้าวเป็นลำดับแรก

 

SCB EIC มองว่า ภาครัฐควรมีมาตรการดูแลเกษตรกรในทุกกลุ่มพืช โดยเฉพาะการช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิตและยกระดับประสิทธิภาพการผลิต อย่างไรก็ดี หากต้องจัดลำดับความเร่งด่วน อุตสาหกรรมข้าวควรได้รับความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก

 

เนื่องจากเป็นกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ และเผชิญแรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านต้นทุน โลจิสติกส์ อุปสงค์จากตะวันออกกลาง และการแข่งขันในตลาดโลก

 

ในระยะสั้น รัฐควรเร่งเปิดตลาดใหม่ผ่านการทูตเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยีลดต้นทุน เช่น ปุ๋ยสั่งตัดและเกษตรแม่นยำ ส่วนในระยะยาว ควรยกระดับข้าวไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงและวัตถุดิบเชิงนวัตกรรม เพื่อลดการแข่งขันด้านราคาและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

 

ในโลกที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นความปกติใหม่ ผู้ประกอบการที่จะอยู่รอดได้ คือ ผู้ที่อ่านเกมขาด ปรับตัวเร็ว และบริหารความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ

ข่าวล่าสุด

"ไวไว" ฉลอง 54 ปี ส่งแคมเปญ "ทุกวัยมีไวไว" เปิดตัวซีรีส์ "WaiWai WOW" 3 รสชาติใหม่เขย่าตลาด