เจาะโมเดลเกษตรพันธสัญญา! "เป๊ปซี่โค" พลิกชีวิตเกษตรกรไทย ลุยมันฝรั่งยั่งยืนกว่าแสนตัน
รายงานพิเศษ : เปิดเส้นทางการเติบโตของผลผลิตมันฝรั่งไทย จาก 2,000 สู่ 100,000 ตันต่อปี ภายใต้ความร่วมมือ "เป๊ปซี่โคและเกษตรกร" กว่า 4,830 ครัวเรือน พร้อมถอดบทเรียนจาก "อดีตวิศวกร และ คนรุ่นใหม่" ผันตัวสร้างความมั่งคั่งบนแผ่นดินเกิด อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ด้วยเทคโนโลยีและการบริหารจัดการสมัยใหม่
KEY
POINTS
- รายงานพิเศษ : เปิดเส้นทางการเติบโตของผลผลิตมันฝรั่งไทย จาก 2,000 สู่ 100,000 ตันต่อปี
- ภายใต้ความร่วมมือ "เป๊ปซี่โคและเกษตรกร" กว่า 4,830 ครัวเรือน พร้อมถอดบทเรียนจาก "อดีตวิศวกร และ คนรุ่นใหม่"
- ผันตัวสร้างความมั่งคั่งบนแผ่นดินเกิด อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ด้วยเทคโนโลยีและการบริหารจัดการสมัยใหม่
เส้นทาง "สวนมันฝรั่ง" จากผืนดินไทยสู่ซองขนมขบเคี้ยวระดับโลก ที่ถักร้อยด้วยสายสัมพันธ์ยาวนานกว่า 3 ทศวรรษระหว่าง "เป๊ปซี่โค ประเทศไทย" และเกษตรกรไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2538
ภายใต้การบริหารจัดการของ "คุณอานนท์ สุนทรนนท์" ผู้จัดการฝ่ายเกษตรประเทศไทยของเป๊ปซี่โค(PepsiCo)ในประเทศไทย เป็นผู้ดูแลภาพรวมการทำเกษตรในประเทศไทยทั้งหมด
และ "คุณยุ้ย" สุดาทิพย์ อินเสาร ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการเกษตร เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ดูแลในส่วนงานส่งเสริมการเกษตรหน้าที่หลักของทีมครอบคลุม วงจรห่วงโซ่อุปทานมันฝรั่ง (Potato Supply Chain)
นับตั้งแต่ขั้นตอนแรกคือการคัดเลือกหัวพันธุ์มันฝรั่งที่มีคุณภาพเพื่อส่งมอบให้เกษตรกร, การส่งเสริมเทคนิคการปลูก, การบริหารจัดการซื้อคืนผลผลิต, การดูแลระบบห้องเย็นเพื่อจัดเก็บ
ก่อนส่งมอบวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานตลอดทั้งปี โดยใช้ระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ที่ให้ความมั่นคงด้านราคาแก่เกษตรกร ด้วยการ "ประกันราคาขั้นต่ำ" ในช่วงหน้าแล้งที่ 11 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการผันผวนของตลาดที่เกษตรกรมักประสบกับพืชชนิดอื่น
จาก 2,000 สู่ 1 แสนตันต่อปี
วอลุ่มการผลิตในอดีตเพียง 2,000 ตัน วันนี้ทะยานสู่ 100,000 ตันต่อปี หรือคิดเป็นการเติบโตประมาณ 10% จากปี 2568 ที่ผ่านมาทำได้ 90,000 ตัน โดยมีเกษตรกรในเครือข่ายรวมทั้งสิ้น 4,830 ครัวเรือน
กระจายอยู่ทั่วประเทศ ตั้งแต่เชียงใหม่ที่เป็นพื้นที่หลัก ไปจนถึงพะเยา, เชียงราย, ลำปาง, ลำพูน, ตาก, เพชรบูรณ์ และพื้นที่ภาคอีสาน อย่าง นครพนม, สกลนคร และอีก 40% นำเข้ามันฝรั่งจากต่างประเทศ ทั้ง เอเชียและยุโรป
พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีกเกือบ 10,000 ไร่ ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 35,000 ไร่ ใน 9 จังหวัด เพื่อให้ได้ผลผลิตรวมประมาณ 140,000 ตัน
รู้หรือไม่ว่า! มันฝรั่งทอดกรอบ 1 ซอง ใช้มันฝรั่งเท่าไหร่ ?
ทางฝ่ายขายจะกำหนดเป้าหมายยอดขายว่าต้องการขายกี่ตัน จากนั้นทีมจะคำนวณย้อนกลับจากสินค้าสำเร็จรูป (FG) มาเป็นปริมาณมันฝรั่งสดที่ต้องการ โดยพิจารณาเรื่องต้นทุนและสัดส่วนที่จะใช้มันฝรั่งในประเทศ
ในการคำนวณเบื้องต้น มันฝรั่งทอดหนึ่งถุง น้ำหนักเนื้อประมาณ 70 กรัม จะต้องใช้มันฝรั่งสดประมาณ 280 กรัม หรือคิดเป็น 4 เท่าของน้ำหนักหลังสไลด์ ซึ่งต้องบวกเปอร์เซ็นต์ส่วนสูญเสีย (Waste) เพิ่มเติมเข้าไปด้วย
ความสำเร็จนี้ไม่ได้วัดเพียงแค่ตัวเลขผลผลิต แต่ยังสะท้อนผ่านคุณภาพชีวิตของเกษตรกรที่เป็น "ฮีโร่" ในพื้นที่บ้านวังถ้ำแก้ว (บ้านกาญจนา) ตำบลแม่ลาว อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา "โพสต์ทูเดย์" ได้พบกับภาพลักษณ์ใหม่ของเกษตรกรไทย
ศาสตร์แห่งการเพาะปลูก
มันฝรั่งเป็นพืชเมืองหนาว แต่บ้านเราปลูกในเขตชื้น ซึ่งมีช่วงเวลาที่เหมาะสมสั้นมาก ปัญหาใหญ่คือ "ฤดูปลูกหดสั้นลง" ปกติจะเริ่มปลูกช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน แต่ปีนี้เริ่มร้อนเร็วตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้วงจรการเจริญเติบโตเหลือเพียง 60 วัน ส่งผลให้การสร้างหัวมันฝรั่งทำได้ช้าลง
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากฝนหลงฤดูที่มักจะตกในช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งเคยสร้างความเสียหายหนักมาแล้วในปี 2022
"คุณยุ้ย" เล่าว่า ทางแก้ไขคือการพัฒนา "สายพันธุ์ที่ทนร้อนและทนโรค" ปัจจุบันบริษัทใช้พันธุ์เฉพาะของตัวเองที่มี "ดอกสีม่วง" แทนพันธุ์ Atlantic (ดอกสีขาว) ที่เป็นพันธุ์สาธารณะและเริ่มมีความนิยมลดลงในตลาดโลก พันธุ์ดอกสีม่วงนี้มีความทนทานต่อโรค ให้ผลผลิตเร็ว และเก็บรักษาได้นานกว่า
นอกจากนี้ยังแนะนำให้เกษตรกรปลูกให้เร็วขึ้นเพื่อเลี่ยงความร้อน และปรับวิธีการจัดการฟาร์ม เช่น การทำร่องปลูกให้ใหญ่พอที่จะระบายน้ำได้ดีหากฝนตก แต่ยังคงความชื้นและอุณหภูมิที่เย็นไว้ใต้ดินได้ในช่วงที่อากาศร้อน
การปลูกมันฝรั่งให้ได้คุณภาพระดับโรงงานไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่สามารถ "ฝากเทวดาเลี้ยง" ได้ ต้องอาศัยความใส่ใจเป็นพิเศษ ตั้งแต่การตรวจประวัติการใช้ดิน เช่น หากเคยปลูกขิง หรือ พริกมาก่อนจะปลูกไม่ได้เพราะมีเชื้อโรคสะสม ไปจนถึงการจัดการตามสภาพอากาศ
สิ่งสำคัญคือเป็นพื้นที่ที่อากาศดีและเหมาะสมกับการปลูกมันฝรั่งมากกว่าบางพื้นที่ในลำปางหรือเชียงรายที่อาจร้อนเกินไป นั่นจึงเป็นที่มาของคำตอบที่ว่า.. ทำไมต้องปลูกที่ "อำเภอเชียงคำ" จังหวัดพะเยา
เรื่องเล่า "เกษตรกรฮีโร่"
จากวิศวกรคอมพิวเตอร์สู่ผู้ใหญ่บ้านนักปลูก "คุณภูรินท์ โชติมา" เป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด จบวิศวะคอมพิวเตอร์และเคยทำงานที่บริษัท IBM รวมถึงเปิดบริษัทของตัวเอง
แต่จุดหนึ่งเริ่มเบื่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จึงย้ายมาอยู่บ้านภรรยาที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ได้ประมาณ 25 ปี ข้อดีของที่นี่คือมีน้ำตลอดทั้งปี สามารถปลูกพืชได้ถึง 3 ช่วงต่อปี
ปัจจุบัน คุณภูรินท์ ดำรงตำแหน่ง "ผู้ใหญ่บ้าน" และทำไร่มันฝรั่งประมาณ 22 ปี
เขาเล่าว่า เมื่อก่อนชาวบ้านจะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สลับกับทำนา ซึ่งต้องลงทุนเองทั้งหมดและมีความเสี่ยงเรื่องราคา จนกระทั่งบริษัทเลย์ (PepsiCo) เข้ามาทำพันธสัญญา
ข้อดีที่สุดของการปลูกมันฝรั่งกับเป็บซี่โค คือ "ไม่ต้องลงทุนเอง" เพราะบริษัทสนับสนุนหัวพันธุ์และปัจจัยการผลิตให้ก่อน
ในเวลาเพียง 3 เดือนของการปลูกหน้าแล้ง เขาสามารถสร้างรายได้จากการปลูก 5 ไร่ ได้ถึง 260,000 บาท หลังจากหักต้นทุนประมาณ 80,000 บาท เมื่อเฉลี่ยแล้วตกเดือนละ 70,000-80,000 บาท สูงกว่าการทำงานในเมืองเสียอีก
ปัจจุบันเกษตรกรยุคใหม่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอย่างมากเพื่อลดแรงงานและต้นทุน เช่น รถอีมุ่น(รถไถขนาดเล็ก) ที่ใช้กลบดิน หรือการใช้โดรนพ่นปุ๋ยและยาซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพียงไร่ละ 100 บาท ประหยัดและปลอดภัยกว่าการจ้างคนแบกถังยา อีกทั้งทางบริษัทมีโดรนสำหรับบินสำรวจตรวจสอบเรื่องโรคและแมลงในแปลงให้เกษตรกรเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีระบบพืชหมุนเวียน 3 ช่วง คือ มันฝรั่ง, ข้าวโพดหวาน และข้าว ทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดปีและใช้ประโยชน์จากที่ดินได้สูงสุด
ถามว่า การปลูกมันฝรั่งดีกว่าพืชอื่นๆอย่างไร ?
การปลูก "มันฝรั่ง" ดีกว่าในเรื่องของความแน่นอนด้านราคา อย่าง "ข้าวโพด" ปีก่อนไม่มีการประกันราคา ช่วงจะปลูกบอกราคาอยู่ที่ 5 บาท แต่พอเก็บเกี่ยวเหลือ 4 บาท แถมต้นทุนค่ารถเกี่ยวก็ขึ้นตามราคาน้ำมันและสภาพอากาศที่ฝนชุก
แต่สำหรับ "มันฝรั่ง" ทาง "เป๊ปซี่โค (PepsiCo)" มีสัญญาประกันราคาที่ชัดเจน หากเกษตรกรดูแลดี ผลผลิตออกมาดี รายได้ก็มั่นคงกว่ามาก
ตัวอย่าง ผลผลิตเฉลี่ยขั้นต่ำในปีที่ผ่านมา ผมทำ 5 ไร่ ต้นทุนเฉลี่ยรายปีอยู่ที่ประมาณ 80,000 บาท แต่ในระยะเวลาเพียง 3 เดือน สามารถขายได้ถึง 260,000 บาท เมื่อหารเฉลี่ยแล้วตกเดือนละ 70,000 - 80,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับการทำงานในเมือง
Young Smart Farmer ผู้คืนถิ่น!
"คุณรัก" สุมิตรา ใจดี เกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เคยทำงานเก็บผลไม้ในออสเตรเลียและมีรายได้เกือบ 200,000 บาทต่อเดือน แต่สุดท้ายตัดสินใจกลับบ้านมาสานต่ออาชีพของพ่อ
ผู้ที่เป็นเกษตรกรรุ่นแรกๆที่เริ่มปลูกมันฝรั่งส่ง PepsiCo เห็นคุณพ่อทำมาตั้งแต่ตอนเรียนชั้นมัธยมต้น จนถึงตอนนี้อายุ 36 ปี
"คุณรัก" เล่าให้ "โพสต์ทูเดย์" ฟังว่า หลังเรียนจบชั้น ปวช. จึงเดินทางไปเรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ ราว 4 ปี แต่ด้วยความรู้สึกว่ายังไม่ชอบงานเกษตรเท่าไหร่ แม้จะกลับมาช่วยที่บ้านบ้างแต่ยังไม่ได้ทำการเกษตรเต็มตัว
ต่อมาตัดสินใจไปเรียนและทำงานที่ประเทศออสเตรเลียถึง 7 ปี โดยทำงานเหมาเก็บผลผลิตพวกสตรอว์เบอร์รี่, มะเขือเทศ, ถั่ว และซูกินี รายได้ที่นั่นดีมาก รับเงินเป็นรายสัปดาห์ (Week) ถ้าเราทำงานเร็ว ขยันเก็บได้เยอะตามปริมาณถังที่กำหนด เราก็ได้เงินเยอะตามไปด้วย แต่ก็เป็นงานที่หนักมากเช่นกัน
จุดเปลี่ยน..ทิ้งรายได้หลักแสน กลับมาทำไร่บ้านเกิด ?
แต่ด้วยเริ่มรู้สึกอิ่มตัวหลังจากอยู่ที่นั่นมา 7 ปี แม้รายได้เยอะแต่รายจ่ายเยอะเช่นกัน หากกลับมาอยู่ที่บ้านได้ดูแลคุณพ่อคุณแม่ที่เริ่มแก่ตัวลง อีกทั้งเรามีครอบครัวและลูกที่ต้องดูแล รวมถึงมีพื้นที่ไร่นาที่บ้านจำนวนมากต้องกลับมาช่วยดูแลเช่นกัน
ที่สำคัญคือเห็นผลตอบแทนจากการปลูกมันฝรั่งของคุณพ่อและน้องชายในปีที่ผ่านมา ซึ่งปลูกรวมกันมากกว่า 20 ไร่ ใช้เวลาแค่ 3 เดือน แต่ได้ค่าตอบแทนมากกว่า 300,000 บาท ทำให้เห็นว่ามันใช้เวลาไม่นาน เห็นผลเร็ว และเห็นเงินเร็วจึงตัดสินใจกลับบ้าน
ในปี 2569 ถือเป็นปีแรกที่คุณรักตัดสินใจปลูกมันฝรั่งแบบเต็มตัว บนที่ดิน 3 ไร่ ขณะที่คุณพ่อทำ 18 ไร่ และน้องชายทำ 4 ไร่ ปกติที่คุณพ่อทำจะได้ผลผลิตประมาณ 4 ตันกว่าๆ ซึ่งถือว่าเยอะมาก แต่ด้วยปีนี้สภาพอากาศดูดีกว่าปีที่แล้วที่เจอทั้งฝนและอากาศร้อนจัด รักจึงคาดว่าผลผลิตปี 2569 นี้น่าจะออกมาดีกว่าเดิม
วิถีเกษตรออสเตรเลียปรับใช้ไร่ในไทยอย่างไร ?
สิ่งสำคัญที่สุดคือ "การดูและการดูแลดิน" รักจะเช็กก่อนว่าดินของเราเป็นดินร่วนหรือดินทราย ถ้าดินไม่สวยก็จะนำพวกเปลือกข้าว หรือ แกลบ และขี้วัวมาปรับหน้าดิน ซึ่งในต่างประเทศจะใช้ปุ๋ยเคมีที่เป็นฝุ่นเม็ดเยอะ แต่คุณรักพยายามใช้สารเคมีให้น้อยลง เพื่อให้ดินยังดีอยู่สำหรับการปลูกพืชหมุนเวียนชนิดอื่นต่อได้ทันที
นอกจากนี้ ออสเตรเลียใช้เครื่องจักรเยอะมาก แต่ของเราจะเน้นปรับใช้เครื่องมือที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น
- รถอีมุ่น เป็นรถไถขนาดเล็กที่ใช้สำหรับกลบดิน สามีของรักและคุณพ่อเป็นคนขับเองเพื่อลดค่าจ้างแรงงานภายนอก
- เครื่องโบ้ ใช้สำหรับพ่นยาและปุ๋ย ซึ่งจะรวดเร็วกว่าการใช้แรงงานคนและราคาถูกกว่าการจ้างโดรน โดรนคิดไร่ละ 100 บาท แต่เครื่องโบ้ลงทุนครั้งเดียวประมาณ 2,000 บาท
"ในหนึ่งปีพื้นที่นี้ปลูกได้ถึง 3 อย่างคือ มันฝรั่ง -> ข้าวโพดหวาน -> ข้าว ทำให้ที่ดินสร้างรายได้ตลอดปี หากบริหารจัดการดีๆ อาชีพนี้สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ในเมืองไทย"
ท้ายที่สุดอยากฝากถึงคนรุ่นใหม่ (Young Generation) ลองเปิดใจหันมาทำเกษตร มันไม่ได้ยากอย่างที่คิดและให้ผลตอบแทนที่ดีมาก แต่อยากให้ศึกษาข้อมูลก่อน ลงมือทำจริง และดูว่าผลตอบแทนคุ้มค่าไหม
การมีที่ดินและมีความรู้ซัพพอร์ตเป็นโอกาสที่ดีมาก อยู่ที่ว่าเราจะตัดสินใจลงมือทำหรือเปล่า เพราะมันอาจจะยากแค่ครั้งแรก แต่ไม่ได้ยากตลอดไป
ถามว่า.. เกษตรพันธสัญญา (Contract Farming)กับเลย์ ดีอย่างไร ? คำตอบที่ได้ชัดเจน คือ เกษตรกรไม่ต้องกังวลเรื่องการหาตลาด ราคา และไม่ต้องควักเงินลงทุนทั้งหมดเองในตอนแรก
การเดินทางของมันฝรั่งจากหยาดเหงื่อของเกษตรกรไทย สู่ความเชี่ยวชาญของเป๊ปซี่โค จึงไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืนของ "ครอบครัวมันฝรั่ง" บนผืนแผ่นดินไทย.


