วิกฤตซัพพลายเชนระลอกใหม่ แร่หายากจ่อขาดตลาด กระทบ EV-ยุทโธปกรณ์
ความต้องการแร่หายากทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 7 ต่อปีจนถึงปี 2030 โตแซงกำลังการผลิต ส่อกระทบอุตสาหกรรม EV และยุทโธปกรณ์
ปัจจุบัน รัฐบาลหลายประเทศพยายามลดการพึ่งพาจีนในการจัดหาแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแม่เหล็กสำหรับยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และยุทโธปกรณ์ทางทหาร
อย่างไรก็ตามรายงานจาก Bloomberg Intelligence ประเมินว่า แม้ภาครัฐจะอัดฉีดเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนเหมืองแร่นอกประเทศจีน แต่แนวโน้มขาดแคลนแร่หายากยังคงปรากฎให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง
รายงานซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ คาดการณ์ว่า ความต้องการแร่หายากจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 7 ต่อปี ไปจนถึงปี 2030 โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ขณะเดียวกัน คาดว่ากำลังการผลิตจากกลุ่มผู้ผลิตนอกประเทศจีนจะเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัว โดยบริษัทต่างๆ เช่น เอ็มพี แมทีเรียลส์ (MP Materials) และ ไลนัส แรร์ เอิร์ธส์ (Lynas Rare Earths) มีแนวโน้มขยายกำลังการผลิตได้มากขึ้น จากการสนับสนุนทางการเงินของภาครัฐ รวมถึงนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์
ทว่า นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ระบุว่า "ภาวะขาดแคลนแร่หายากจะยังคงดำเนินต่อไป แม้ผู้ผลิตแร่หายากทั้งภาครัฐและเอกชนจะเตรียมรับเงินอุดหนุนสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2026 เพียงปีเดียว ผ่านการอัดฉีดเม็ดเงินจากรัฐบาล การปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนเหมืองแร่ และการเร่งรัดขั้นตอนการขออนุญาต"
นอกจากนี้ รายงานยังคาดการณ์ว่า ส่วนแบ่งการตลาดของจีนในอุตสาหกรรมแร่หายากจะลดลงภายในปี 2030 โดยเฉพาะสัดส่วนการผลิตแร่ NdPr ซึ่งเป็นธาตุสำคัญในการผลิต “แม่เหล็กถาวร” ที่คาดว่าจะลดลงถึงร้อยละ 21
รายงานประเมินว่า การเติบโตของกำลังการผลิตนอกประเทศจีน ซึ่งคาดว่าจะดันปริมาณแร่ NdPr ในตลาดโลกให้เพิ่มขึ้นร้อยละ 41 ภายในปี 2030 จะมาจากเหมืองในอเมริกาเหนือและออสเตรเลียเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม รายงานตั้งข้อสังเกตว่า ผลผลิตใหม่จากนอกประเทศจีนส่วนใหญ่ถูกสั่งจองล่วงหน้าไว้แล้ว ซึ่งจะทำให้ตลาดขาดความยืดหยุ่น และตอกย้ำความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะขาดแคลนในอนาคต


