เอกนิติชี้ ภาษีทรัมป์ 15% เป็นผลบวกต่อไทย หนุนเชื่อมั่นตลาดทุน-การค้า
เอกนิติ รมว.คลัง ชี้ทรัมป์เก็บภาษี 15% ส่งผลบวกไทย ช่วยลดภาษีที่แท้จริงจาก 19% สร้างความเท่าเทียมในตลาดโลก รัฐเร่งเจรจา FTA และอัปเกรดเทคโนโลยีรับมือความผันผวน
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ ประกาศใช้ภาษีนำเข้า 15% ทั่วโลก ซึ่งเป็นผลดีต่อไทยเนื่องจากอัตราภาษีที่แท้จริงลดลงจากเดิมที่เคยถูกเก็บในอัตรา 19%
- นโยบายดังกล่าวช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย เพราะทำให้คู่แข่งที่เคยเสียภาษีต่ำกว่าต้องจ่ายในอัตราเดียวกัน ซึ่งช่วยหนุนความเชื่อมั่นในตลาดทุนและการค้า
- มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ 150 วัน รัฐบาลจึงเตรียมเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อรับมือความไม่แน่นอนและรักษาผลประโยชน์ทางการค้าในระยะยาว
รัฐบาลไทยประเมินมาตรการภาษีใหม่ของ Donald Trump ว่าแม้เป็นการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% และมีผลบังคับใช้ทันที แต่สะท้อนความชัดเจนเชิงนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นในระยะสั้น
การประกาศดังกล่าวมีขึ้นหลังศาลฎีกาสหรัฐฯ วินิจฉัยไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (IEEPA) ส่งผลให้ทรัมป์หันมาใช้อำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดี Donald Trump สามารถจัดเก็บภาษีนำเข้าได้สูงสุด 15% เป็นระยะเวลาไม่เกิน 150 วัน โดย Donald Trump โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ยืนยันว่าคำแถลงดังกล่าวถือเป็นคำสั่งทางการในการปรับขึ้น Worldwide Tariff สู่เพดานสูงสุดตามกฎหมาย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวแม้จะเพิ่มแรงกดดันทางการค้าในภาพรวม แต่สำหรับประเทศไทยถือว่าได้ประโยชน์เชิงเปรียบเทียบในระยะสั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้สินค้าไทยและหลายประเทศในอาเซียนถูกจัดเก็บภาษีในระดับ 19% ภายใต้นโยบาย Reciprocal Tariff เดิม การปรับมาอยู่ที่ 15% ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงของไทยลดลง ขณะเดียวกันประเทศที่เคยเสียภาษีเพียง 10% ก็ถูกปรับขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกัน ส่งผลให้เกิดความเท่าเทียมในการแข่งขันมากขึ้น
“การปรับนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ส่งผลให้อัตราภาษีที่แท้จริงของไทยลดลงและสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งถือเป็นผลบวกต่อความเชื่อมั่นทั้งในตลาดทุนและภาคการค้าสินค้าของประเทศไทย” นายเอกนิติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีกรอบเวลา 150 วัน จึงยังมีความไม่แน่นอนในระยะถัดไป รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งประสานงานกับ Office of the United States Trade Representative หรือ USTR เพื่อเจรจาเชิงรุก ป้องกันความเสี่ยงจากมาตรการภาษีเพิ่มเติม และรักษาผลประโยชน์ผู้ส่งออกไทย
ในเชิงยุทธศาสตร์ รัฐบาลจะเดินหน้าแนวทาง “ทีมไทยแลนด์” เร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ขยายตลาดใหม่ ดึงดูดการลงทุน และเชื่อมโยงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) มากขึ้น โดยภาคส่งออกซึ่งมีสัดส่วนกว่า 70% ของ GDP จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ควบคู่กันนั้น รัฐบาลยังวางแผนยกระดับขีดความสามารถระยะยาว ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ โดยเตรียมสร้างระบบ “Data Lake” เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ ลดปัญหาคอร์รัปชัน และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน
นายเอกนิติย้ำว่า แม้เศรษฐกิจไทยเคยถูกมองเป็น “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” แต่รัฐบาลมั่นใจว่าการปรับโครงสร้างเชิงลึกและการรุกตลาดเชิงยุทธศาสตร์ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป


