ธนารักษ์ มั่นใจรายได้แตะ 1.25 หมื่นล้าน ลุยศึกษาปรับค่าเช่าที่ราชพัสดุ จบในปีนี้
อธิบดีกรมธนารักษ์เผยปี 69 ตั้งเป้ารายได้ 11,900 ล้านบาท คาดเก็บจริงไม่ต่ำกว่า 12,500 ล้านบาท พร้อมศึกษาปรับค่าเช่าที่ราชพัสดุ และจัดทำราคาประเมินที่ดินใหม่ปี 2570 อย่างเป็นธรรม
KEY
POINTS
- กรมธนารักษ์มั่นใจว่ารายได้ปีงบประมาณ 2569 จะสูงกว่าเป้าหมาย แตะระดับ 12,500 ล้านบาท จากการบริหารจัดการที่ราชพัสดุ
- อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการปรับปรุงอัตราค่าเช่าที่ราชพัสดุ โดยเฉพาะประเภทที่อยู่อาศัยและเกษตรกรรมที่ใช้อัตราเดิมมานาน
- คาดว่าการศึกษาเรื่องการปรับค่าเช่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยยืนยันว่าจะคำนึงถึงความเป็นธรรมและยังไม่มีการปรับขึ้นในทันที
นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ตั้งเป้าหมายรายได้ปีงบประมาณ 2569 ไว้ที่ 11,900 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้ได้ไม่ต่ำกว่า 12,500 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเดิมราว 600 ล้านบาท จากการบริหารจัดการที่ราชพัสดุและการเร่งพัฒนาโครงการสำคัญทั่วประเทศ
ขณะเดียวกัน กรมยังอยู่ระหว่างการจัดทำราคาประเมินที่ดินรอบบัญชีใหม่ ครอบคลุมช่วงปี 2570-2573 เป็นระยะเวลา 4 ปี รวมกว่า 37 ล้านแปลง คาดว่าจะประกาศภายในเดือนธันวาคมนี้ และเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป หลังจากราคาประเมินรอบปัจจุบันปี 2566-2569 จะครบกำหนดในวันที่ 31 ธันวาคม 2569
"ประเมินราคาที่ดินรอบใหม่ปี 2570 ยืนยันว่า จะไม่มีการปรับขึ้นแบบเหมารวม แต่จะพิจารณาตามสภาพเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชน"
สำหรับนโยบายการปรับค่าเช่าที่ราชพัสดุ นายอัครุตม์ ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทาง ยังไม่มีการปรับขึ้นในทันที ขอให้ประชาชนอย่าตกใจ โดยกรมจะคำนึงถึงผลกระทบทางสังคมและความเป็นธรรมเป็นหลัก
ทั้งนี้ ค่าเช่าที่ราชพัสดุแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ที่อยู่อาศัย ที่เกษตรกรรม และเชิงพาณิชย์ โดยในส่วนของที่อยู่อาศัยและเกษตรกรรมใช้อัตราเดิมมาตั้งแต่ปี 2527 และแม้เคยมีแนวคิดปรับในปี 2560 แต่ต้องชะลอไว้ เนื่องจากเป็นประเด็นอ่อนไหว ทำให้ปัจจุบันผู้เช่ารายเก่ายังใช้อัตราเดิม ขณะที่รายใหม่ใช้อัตราปี 2560
"ขณะนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแนวทางการปรับอัตรา โดยอาจกำหนดอัตราที่แตกต่างตามพื้นที่ เมืองใหญ่ เมืองรอง และสภาพเศรษฐกิจ ไม่ใช้อัตราเดียวทั่วประเทศ คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ก่อนเสนอผู้บริหารพิจารณาต่อไป"
สำหรับพื้นที่เชิงพาณิชย์ เห็นว่าระบบปัจจุบันมีความเหมาะสมอยู่แล้ว เนื่องจากใช้อัตราเช่า 30% ของราคาประเมิน ซึ่งเมื่อมีการประกาศราคาประเมินใหม่ในปีหน้า จะช่วยเพิ่มรายได้ตามฐานราคาโดยอัตโนมัติ อีกทั้งพื้นที่เชิงพาณิชย์ยังมีสัดส่วนมากกว่า 40% ของพื้นที่เช่าทั้งหมด
“เราไม่ได้ว่าจะต้องขึ้นอย่างเดียว อาจจะขึ้นน้อย ไม่ขึ้น หรือคงเดิมก็ได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชน” นายอัครุตม์ กล่าว
ทั้งนี้ พื้นที่ที่มีราคาประเมินสูงสุดในประเทศอยู่ที่ย่านเพลินจิต ประมาณตารางวาละ 1 ล้านบาท ขณะที่ราคาต่ำสุดอยู่ที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณตารางวาละ 25 บาท ซึ่งในการประเมินรอบใหม่คาดว่าจะมีการปรับขึ้นตามศักยภาพพื้นที่
ด้านการใช้ที่ราชพัสดุของหน่วยงานรัฐ เช่น สนามกอล์ฟ ตลาด หรือกิจการต่างๆ ปัจจุบันเกือบทั้งหมดได้เข้าสู่ระบบและชำระค่าเช่าอย่างถูกต้องแล้ว ต่างจากในอดีตที่ยังมีปัญหาการใช้พื้นที่ไม่เป็นไปตามกติกา
สำหรับที่ราชพัสดุที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ กรมมีนโยบายเปิดให้เช่าหรือจัดประมูล หากพื้นที่ใดมีศักยภาพแต่ยังไม่มีผู้สนใจ อาจพิจารณาปรับราคาเพื่อดึงดูดการลงทุน แทนการปล่อยทิ้งร้าง
ในส่วนโครงการสำคัญ นายอัครุตม์ ระบุว่า ปีนี้จะเร่งผลักดันหลายพื้นที่ อาทิ สนามกอล์ฟบางพระ ที่ดินโรงงานยาสูบ พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ไอคอนสยาม และโครงการหมอชิต ซึ่งอยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


