เอกนิติ-BOI ใช้เวที WEF ดันลงทุนไทย-ซาอุฯ เจาะยานยนต์ สุขภาพ การเงิน
เอกนิติ รองนายกฯและรมว.คลัง ใช้เวที WEF 2026 เชื่อมทุนไทย-ซาอุฯ เปิดทางเงินลงทุนใหม่ สร้างโอกาสงานและธุรกิจในไทย พร้อมดัน 3 อุตสาหกรรมหลัก ยานยนต์ สุขภาพ และการเงิน โตไกลสู่ตลาดตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- ทีมไทยแลนด์ นำโดยนายเอกนิติและบีโอไอ ใช้เวทีประชุม World Economic Forum (WEF) ผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุนกับซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นรูปธรรม
- การหารือมุ่งเน้นส่งเสริมการลงทุนใน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน, สุขภาพและการแพทย์ และการเงินอิสลาม
- มีความคืบหน้าจากบริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนในซาอุดีอาระเบียแล้ว โดยมีสำนักงานบีโอไอ ณ กรุงริยาด เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการลงทุน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังจากการนำทีมไทยแลนด์ เดินทางเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19–22 มกราคม 2569 ว่า ได้ใช้โอกาสในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ ผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นรูปธรรม โดยรองนายกรัฐมนตรีฯ พร้อมทั้งเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้หารือกับ H.E. Khalid Al-Falih รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย (MISA) เพื่อติดตามความคืบหน้าความร่วมมือด้านการลงทุนไทย–ซาอุฯ ภายหลังการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต และสร้างกลไกสนับสนุนการลงทุนแบบสองทาง (Two-way Investment Corridor)
ปัจจุบันมีตัวอย่างความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมจากบริษัทไทยที่ขยายธุรกิจในซาอุดีอาระเบียแล้ว อาทิ บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) บจ.สหฟาร์ม ที่ดำเนินธุรกิจแปรรูปไก่ร่วมกับ Saudi Agricultural and Livestock Investment Company (SALIC) และ บมจ.ซันเด้น อินเตอร์คูล (ประเทศไทย) ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานผลิตตู้แช่อาหารแช่แข็งและตู้แช่เครื่องดื่มในประเทศซาอุดีอาระเบียทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับอุตสาหกรรมในสาขาที่สามารถต่อยอดได้ทันที ได้แก่
1. ด้านยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งซาอุฯ แสดงความสนใจถอดบทเรียนจากประสบการณ์การสร้างซัพพลายเชนยานยนต์ของไทยเพื่อประกอบการวางแผนพัฒนาผู้รับจ้างผลิต (OEM) พร้อมสนับสนุนให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยไปตั้งฐานและสร้างคลัสเตอร์ยานยนต์ในพื้นที่สำคัญของซาอุฯ
2. ด้านสุขภาพ ซาอุฯ แสดงความสนใจสร้างความร่วมมือด้านการแพทย์กับประเทศไทยและร่วมพัฒนาทักษะ รวมถึงความร่วมมือด้านการศึกษาและสาธารณสุขผ่านกลไกกองทุนเพื่อการพัฒนาของซาอุดีอาระเบีย
3. ด้านการเงินอิสลาม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการพัฒนาเครื่องมือและมาตรฐานร่วมกัน เพื่อเอื้อต่อการลงทุนและการให้บริการด้านการเงินข้ามพรมแดน
นอกจากนี้ รัฐบาลซาอุฯ จะเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุมความร่วมมือและการเติบโตระดับโลกของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองเจดดาห์ในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งจะมีกิจกรรมระดับนานาชาติที่เกี่ยวข้องหลายกิจกรรม และได้เชิญให้ประเทศไทยเข้าร่วมเพื่อใช้เป็นโอกาสต่อยอดเครือข่ายธุรกิจและติดตามความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศอีกด้วย
ทั้งนี้ บีโอไอได้เปิดสำนักงาน ณ กรุงริยาด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นสำนักงานต่างประเทศแห่งแรกในตะวันออกกลาง ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงการลงทุนไทย-ซาอุฯ และภูมิภาคตะวันออกกลาง และเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือร่วมกับกระทรวงการลงทุนของซาอุดีอาระเบีย (MISA) ผ่านกิจกรรมสำคัญ อาทิ การจัดงาน Saudi–Thailand Investment Forum การลงนามความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม 11 ฉบับ อาทิ การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)


