ปีทองหนังไทย M STUDIO วางไลน์อัพ 20 เรื่อง ร่วมทุนเกาหลีบุกตลาดโลก
ปีทองหนังไทยมาแล้ว M STUDIO วางไลน์อัพ 20 เรื่องในปี 2569 ตั้งเป้าเป็นผู้สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรม ร่วมทุนบริษัทเกาหลีทำคอนเทนต์ไทยบุกตลาดโลก
KEY
POINTS
- ปีทองของหนังไทยมาแล้ว! M STUDIO วางไลน์อัพ 20 เรื่องในปี 2569
- ตั้งเป้าเป็น Sandbox ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย หนุนคนทำหนังทุกระดับ สร้าง Content & IP Creator
- เปิดแผนร่วมทุนค่ายใหญ่เกาหลี ปั้นคอนเทนต์ไทย 100% บุกตลาดโลก
หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2565 อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยยังอยู่ในช่วง “ตั้งหลัก” หลังวิกฤตโควิด-19
โรงภาพยนตร์เพิ่งกลับมาเปิดให้บริการ ขณะที่บรรยากาศตลาดยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ตลอดทั้งปีมีภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้ทะลุ 100 ล้านบาทเพียงเรื่องเดียว คือ บุพเพสันนิวาส
3 ปีที่เปลี่ยนเกมหนังไทย
สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม สตูดิโอ จำกัด (M STUDIO) เปิดเผยว่า ปี 2566 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อจำนวนภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 4 เรื่อง ได้แก่ สัปเหร่อ, ธี่หยด, 4Kings 2 และ ขุนพันธ์ 3 สะท้อนว่าตลาดเริ่มฟื้น ผู้ชมเริ่มกลับมาเชื่อใจหนังไทยอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะกระแสชั่วคราว แต่เพราะหนังสามารถสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง มีเอกลักษณ์ และสื่อสารกับคนดูได้ตรงจุด
การเติบโตยังคงต่อเนื่องในปี 2567 เมื่อจำนวนหนังไทยรายได้เกินร้อยล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 8 เรื่อง แม้ในปี 2568 อุตสาหกรรมจะต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์น้ำท่วม สงคราม เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และกำลังซื้อที่เปราะบาง แต่หนังไทยหลายเรื่องยังสามารถยืนระยะได้อย่างแข็งแรงไม่ว่าจะเป็น
- ธี่หยด ที่ทำรายได้สูงถึง 456 ล้านบาท
- ข้างบ้าน 125 ล้านบาท
- เสือ 125 ล้านบาท
- ซองแดงแต่งผี 101 ล้านบาท
- ไปจนถึง เดอะสโตน พระแท้ คนเก๊ ที่แตะหลักร้อยล้านเช่นกัน
สำหรับสุรเชษฐ์ ตัวเลขเหล่านี้คือหลักฐานชัดเจนว่าฐานผู้ชมของหนังไทยค่อยๆ แข็งแรงขึ้น
M STUDIO กวาดส่วนแบ่ง 61%
ในปี 2568 อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 1,518.25 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากภาพยนตร์ไทยที่ M STUDIO รับหน้าที่จัดจำหน่ายรวมอยู่ที่ประมาณ 930 ล้านบาท หรือคิดเป็น 61% ของรายได้รวมทั้งตลาด จากจำนวนหนัง 13 เรื่อง
หากย้อนดูโครงสร้างตลาดย้อนหลัง จะพบว่า M Studio ยังคงรักษาความเป็นผู้นำมาอย่างต่อเนื่อง จากปี 2023 ที่มีส่วนแบ่ง 39% เพิ่มเป็น 54% ในปี 2567 และขยับขึ้นเป็น 61% ในปี 2568 สะท้อนบทบาทของคอนเทนต์เชิงพาณิชย์และพอร์ตภาพยนตร์ที่ตอบโจทย์ตลาดวงกว้าง
ขณะที่ตลาดรวมมีแนวโน้ม “หดตัวด้านมูลค่า” จาก 2,438 ล้านบาทในปี 2567 เหลือ 1,518.25 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนความท้าทายของอุตสาหกรรม ทั้งด้านพฤติกรรมผู้ชม ต้นทุนการผลิต และการแข่งขันจากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างตลาดที่ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นรายกลางและรายย่อย รวมถึงกลุ่ม “Others” ที่มีจำนวนภาพยนตร์สูงถึง 26 เรื่อง ยังคงตอกย้ำว่าอุตสาหกรรมหนังไทยยังมีความหลากหลาย และมีโอกาสสำหรับคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มควบคู่ไปกับหนังแมสในอนาคต
“M STUDIO มองว่า ความสำเร็จในอดีตยังไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในระยะยาววันนี้หนังไทยไม่ได้แข่งกันแค่จำนวนเรื่อง แต่แข่งกันที่คุณค่าของคอนเทนต์ และศักยภาพในการต่อยอดในอนาคต” สุรเชษฐ์กล่าว
ขยับเป็นผู้สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรม
แม้ M STUDIO จะก่อตั้งได้เพียง 3 ปี สุรเชษฐ์ กล่าวว่า บทบาทของบริษัทไม่ใช่แค่ “ผู้ผลิตภาพยนตร์” เขาวางตำแหน่งของ M STUDIO ให้เป็นทั้ง Facilitator และ Sandbox ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย
“เราอยากเป็นพื้นที่ให้คนทำหนังได้ลองผิดลองถูก ไม่จำกัดเฉพาะผู้กำกับชื่อดังแต่รวมถึงนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดีย มีบท แต่ขาดทุนทรัพย์ เปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ตั้งแต่วงเงินพัฒนาบท ไปจนถึงการจัดจำหน่าย พร้อมเชื่อมเครือข่ายพันธมิตรหลากหลาย ตั้งแต่ ช่อง 3, ช่อง 7, Workpoint, Mono ไปจนถึง Plan B เพื่อให้ IP หนังไทยเข้าถึงทุกมิติของการสื่อสาร"
นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์หลักของ M STUDIO ในปี 2569 คือการขยับบทบาทจากผู้ผลิตภาพยนตร์ สู่การเป็น Content & IP Creator อย่างเต็มรูปแบบ เพราะภาพยนตร์ถูกมองเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่ารายได้จาก Box Office
แนวคิดนี้ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาเรื่องตั้งแต่ต้นน้ำ การออกแบบบทให้รองรับทั้งโรงภาพยนตร์ สตรีมมิ่ง และตลาดต่างประเทศ ไปจนถึงการวางแผนต่อยอดเชิงพาณิชย์ในระยะยาว
“หนังหนึ่งเรื่อง ต้องคิดตั้งแต่วันแรกว่า จะไปได้ไกลแค่ไหน ไม่ใช่แค่เปิดตัวแรงในสัปดาห์แรก”
ภาคต่อคือกลยุทธ์ ไม่ใช่ทางลัด
หนึ่งในหัวใจสำคัญของ M STUDIO คือการนำ IP ที่ประสบความสำเร็จมาพัฒนาเป็นภาคต่อ เพื่อต่อยอดฐานแฟนคลับ ลดความเสี่ยง และขยายจักรวาลเรื่องเล่า นาคี (ครุฑา นาคี) การต่อยอด IP ระดับมาสเตอร์พีซอย่าง นาคี 2 ร่วมกับ ออฟ–พงษ์พัฒน์ และ Mono อีเรียมซิ่ง 2 การนำหนังรายได้ถล่มทลายในยุคโควิดกลับมาสร้างใหม่ด้วยทีมงานและนักแสดงชุดเดิม รวมถึง เหมย 2 ที่ต่อยอด Local IP สายสยองขวัญ ซึ่งได้รับความนิยมทั้งในไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
Cross-Media IP เรื่องเล่าออนไลน์กลายเป็นหนังโรง
นอกจากนี้ ยังดึง Content ที่มีฐานแฟนคลับอยู่แล้วจากแพลตฟอร์มอื่น มาต่อยอดเป็นภาพยนตร์ หนึ่งในตัวอย่างชัดเจนคือ The Ghost Radio เรื่องเล่าผีออนไลน์ที่มี High Engagement ถูกพัฒนาเป็นหนังอย่าง ข้างบ้าน (รายได้กว่า 125 ล้านบาท) และ คำสารภาพของหมอผี สะท้อนพฤติกรรมผู้ชมไทยที่ “อิน” กับเรื่องเล่า มากกว่าความสยองแบบฉาบฉวย
ขณะเดียวกัน ยังมีแผนพัฒนา ภาพยนตร์ชีวประวัติ จากเรื่องราวของนักธุรกิจที่เป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่ เพื่อขยายขอบเขตการเล่าเรื่องของหนังไทย
ฉายในโรงก่อนเข้าสู่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง
เพื่อรักษามูลค่าสูงสุดของภาพยนตร์ เขาบอกว่า ให้ความสำคัญกับการบริหารช่วงเวลาการฉายอย่างเป็นระบบ โรงภาพยนตร์ยังคงเป็นหัวใจหลัก โดยรายได้จาก Box Office คิดเป็นกว่า 90% ของอุตสาหกรรม ภาพยนตร์ทุกเรื่องต้องฉายในโรงอย่างน้อย 4 เดือน ก่อนจะเข้าสู่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน และรักษาสมดุลของทั้งระบบนิเวศ
ทั้งนี้ เขามองว่า หนังไทยสามารถเป็นตัวนำในการสร้าง Multiplier Effect เชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมอาหาร แฟชั่น ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ตามโมเดล Soft Power ที่เกาหลีใต้พิสูจน์ความสำเร็จมาแล้ว
ปี 2569 วางไลน์อัพ 20 เรื่อง
ทั้งนี้ สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ในปี 2569 M STUDIO ตั้งเป้าอำนวยการสร้างและผลิตภาพยนตร์ราว 20 เรื่อง ด้วยงบรวมประมาณ 700–800 ล้านบาท เป้าหมายไม่ใช่แค่ปริมาณ แต่คือการสร้างเวทีให้บุคลากรในอุตสาหกรรมได้พัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง
ไลน์อัปที่วางไว้ครอบคลุมหลากหลายแนวทั้งแนวผี สยองขวัญ โลคอล เรื่องเล่าที่เป็นตำนาน รวมถึงเรื่องราวของนักธุรกิจ และถูกออกแบบเพื่อการเติบโตระยะยาว ทั้งในประเทศและตลาดโลก ตั้งแต่ กิ่งแก้ว, ราคี, ยายสปีด, คำสารภาพของหมอผี, God Skin, นาคี 3 ไปจนถึงโปรเจกต์ใหม่อย่าง Bitbybit ที่สะท้อนการเปิดรับแนวคิดร่วมสมัยมากขึ้น
หนังผี ใบเบิกทางของหนังไทยบนเวทีโลก
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูไลน์อัพของหนังในปีนี้ จะเห็นว่ามีหนังผี และแนวสยองขวัญ เกือบครึ่ง สุรเชษฐ์เปรียบหนังผีไทยเหมือน “อาหารไทยรสเผ็ด” เป็นรสชาติที่ผู้ชมทั่วโลกจดจำได้ทันที และพร้อมเปิดใจลอง
ขณะเดียวกัน หนังผีไทยยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Jump Scare แต่พัฒนาเป็น Hybrid Genre ผสมแอคชั่น ดราม่า และเรื่องเล่าท้องถิ่น ตั้งแต่ตำนานพื้นบ้าน ไปจนถึงเรื่องเล่าออนไลน์อย่าง The Ghost Radio และความสำเร็จของหนังอย่าง หลานม่า หรือ เสือ ก็พิสูจน์ชัดว่า หนังไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “ผีและตลก” อีกต่อไป
ร่วมทุนค่ายเกาหลี ปั้นคอนเทนต์ไทย 100%
และอีกหนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการร่วมทุนกับ Showbox ค่ายภาพยนตร์อันดับ 1 ของเกาหลีใต้
สุรเชษฐ์ เล่าว่าความร่วมมือเริ่มต้นจากการพบกันในงาน Tokyo Film Festival ซึ่งฝั่งเกาหลีมีความสนใจคอนเทนต์ไทยมาก อีกทั้งยังเล็งเห็นศักยภาพของโปรดักชั่นไทย โลเคชั่นประเทศไทย ซึ่งฝั่งเราก็เชื่อมั่นว่าทางเกาหลีก็มีความเก่งในเรื่องการผลิตคอนเทนต์ โดยเฉพาะด้านการตลาด
จึงเกิดไอเดียที่จะราวมกันพัฒนา Content ไทย 100% ซึ่งจากที่คุย ๆ ไว้ตั้งเป้าผลิต 2–3 เรื่อง ในแนว Horror และ Romantic Comedy เป้าหมายไม่ใช่แค่ผู้ชมไทย 60 ล้านคน แต่คือตลาดอาเซียนกว่า 650 ล้านคน เป็นด่านแรก ก่อนขยายสู่ระดับโลก
จังหวะปีทองหนังไทย
ในมุมมองของสุรเชษฐ์ ปีนี้ไม่ใช่แค่ “ปีที่หนังไทยมีจำนวนมาก” แต่คือปีที่โครงสร้างอุตสาหกรรมเริ่มแข็งแรง มีความหลากหลาย มีฐานผู้ชมรองรับ และมีพันธมิตรระดับโลกเข้ามาเชื่อมั่น
“หากรักษาจังหวะนี้ไว้ได้ในอีก 3–5 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมบันเทิงไทย จะกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของอุตสาหกรรมบนแผนที่โลกอย่างแท้จริง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเริ่มจากคนไในประเทศรักในหนังของบ้านตัวเองก่อน”


