posttoday

สรรพสามิต กางแผน เก็บภาษีความเค็ม ปัดรีดรายได้เข้ารัฐ มุ่งเป้าดูแลสุขภาพคนไทย

31 มกราคม 2569

อธิบดีสรรพสามิต ย้ำจัดเก็บภาษีความเค็มเป้าไม่ใช่เพิ่มรายได้รัฐ แต่เป็นเครื่องมือปรับพฤติกรรมการบริโภค ลดเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยระยะยาว

KEY

POINTS

  • กรมสรรพสามิตชี้แจงว่าเป้าหมายหลักของภาษีความเค็มคือการส่งเสริมสุขภาพของคนไทยและลดความเสี่ยงจากโรค NCDs ไม่ใช่การจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ
  • นโยบายดังกล่าวได้ผ่านขั้นตอนการศึกษาและรวบรวมข้อมูลแล้ว แต่ยังต้องรอการพิจารณาและเห็นชอบจากรัฐบาลชุดใหม่ก่อนดำเนินการต่อไป
  • หากมาตรการได้รับความเห็นชอบ จะมีระยะเวลาผ่อนผันให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมปรับตัวประมาณ 1 ปีก่อนที่กฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้

นโยบายการจัดเก็บ “ภาษีความเค็ม” หรือ ภาษีโซเดียม ภายใต้การขับเคลื่อนของกรมสรรพสามิต กำลังเป็นหนึ่งในมาตรการด้านภาษีเพื่อสุขภาพที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางสถานการณ์ที่คนไทยเผชิญความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภาษีรูปแบบใหม่นี้จึงไม่ได้ถูกมองในฐานะแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐ เช่นเดียวกับภาษีความหวาน แต่กรมสรรพสามติชี้ว่า การจัดเก็บภาษีความเค็มนี้ เป็นกลไกสำคัญในการปรับพฤติกรรมการบริโภค และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในระยะยาว

โพสต์ทูเดย์ มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ถึงความคืบหน้าการดำเนินนโยบาย พร้อมขยายความเข้าใจถึงทิศทางและหัวใจของ “ภาษีความเค็ม” โดยย้ำชัดว่า นี่คือ “ภาษีเพื่อชีวิตคนไทยที่ดีขึ้น” ไม่ใช่ภาษีเพื่อเร่งจัดเก็บรายได้ของรัฐตามที่เข้าใจกัน


 “เป้าหมายหลักของเรา ไม่ใช่เพื่อมุ่งเป้าในการเพิ่มรายได้รัฐ แต่คือการปกป้องสุขภาพของคนไทยให้ห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจากความโซเดียม”

ภาษีความเค็มเดินหน้าถึงไหนแล้ว?

ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้ดำเนินการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีโซเดียมอย่างรอบด้าน พร้อมประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงสาธารณสุข ภาคีเครือข่ายลดการบริโภคเค็ม องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย (WHO) และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อวิเคราะห์และออกแบบมาตรการที่เหมาะสมและสามารถปฏิบัติได้จริงในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดโครงการสัมมนาในรูปแบบ Design Thinking เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งขณะนี้ได้รวบรวมข้อมูลครบถ้วน และอยู่ระหว่างการเสนอแนวทางต่อฝ่ายนโยบายพิจารณา

ภาษีความเค็มต้องรอรัฐบาลใหม่หรือไม่?

สำหรับกรอบเวลาการเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) กรมสรรพสามิต ระบุว่า ปัจจุบันอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล การนำเสนอมาตรการใหม่ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชน จำเป็นต้องรอความเห็นชอบเชิงนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ก่อน

“หากมาตรการได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี กรมสรรพสามิตจะกำหนดระยะเวลาผ่อนผันให้ผู้ประกอบการปรับตัวประมาณ 1 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่กฎหมายจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการ” 

ทำไม ‘ภาษีเพื่อสุขภาพ’ จึงเป็นภารกิจหลักสรรพสามิตปี 2569?

ในปีงบประมาณ 2569 กรมสรรพสามิตยังคงผลักดัน “ภาษีเพื่อสุขภาพ” เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ โดยภาษีโซเดียมถูกบรรจุไว้ในแผนเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลางของกระทรวงการคลัง (ปี 2570–2573)

แนวทางดังกล่าวมุ่งปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสนับสนุนสุขภาวะที่ดีของประชาชน ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว

นโยบายภาษีความเค็มดำเนินการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ลดการบริโภคเกลือและโซเดียมแห่งชาติ ตามแผนปฏิบัติการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (พ.ศ. 2566–2570) ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งตั้งเป้าลดการบริโภคเกลือและโซเดียมของคนไทยลง 30% ภายในปี 2570

ภาษีความเค็มค่อยเป็นค่อยไป ผู้ผลิตมีเวลาปรับตัวเท่าไร?

กรมสรรพสามิตตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม จึงกำหนดช่วงผ่อนผันก่อนบังคับใช้กฎหมายจริงประมาณ 1 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตปรับสูตรผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขภาพ เพิ่มทางเลือกสินค้าเพื่อสุขภาพแก่ผู้บริโภค และเอื้อต่อการปรับพฤติกรรมการบริโภคอย่างยั่งยืน โดยไม่สร้างผลกระทบฉับพลันต่ออุตสาหกรรม

เกณฑ์โซเดียมจะกำหนดอย่างไร เหมาะกับไทย?

สำหรับเกณฑ์ปริมาณโซเดียม กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการเสนอฝ่ายนโยบาย โดยอ้างอิงจาก 3 หลักสำคัญ ได้แก่

1.  มาตรฐานสากล อ้างอิงคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
2.  พิจารณาจากเกณฑ์ด้านสาธารณสุขและพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย
3.  ความเหมาะสมแยกตามประเภทสินค้า เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปฏิบัติได้จริง

ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมสุขภาพประชาชน และขีดความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการ

สินค้ากลุ่มใดถูกจัดเป็นกลุ่มแรก?
ในระยะเริ่มต้น ไม่สามารถกำหนดได้ว่าเป็นสินค้าใดบ้าง กรมจะพิจารณากลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต หรือไม่ใช่อาหารมื้อหลักของประชาชน รวมถึงสินค้าไม่ได้ใช้เป็นวัตถุดิบพื้นฐานในการประกอบอาหารทั่วไป เพื่อจำกัดผลกระทบต่อค่าครองชีพ ขณะเดียวกันยังสามารถบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพได้

ภาษีความเค็มจะทำให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้น?
กรมสรรพสามิตได้ประเมินผลกระทบด้านราคาไว้ 2 กรณี คือ

1.หากผู้ผลิตปรับสูตรลดโซเดียมจนอยู่ในเกณฑ์ ราคาสินค้าอาจยังคงเดิม และผู้บริโภคได้ประโยชน์ด้านสุขภาพมากขึ้น
2.หากผู้ผลิตมีการส่งผ่านภาระภาษีไปยังผู้บริโภค อาจทำให้ราคาสินค้าอาจขยับขึ้นตามภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหลักของภาษีโซเดียมไม่ใช่การเพิ่มรายได้รัฐ แต่คือการจูงใจให้เกิดการปรับสูตรอาหาร ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบด้านราคาในระยะยาว

ช่วยเหลือ SME และรายย่อยอย่างไร?
ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป หันมาเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น กรมสรรพสามิตมองว่า ภาษีความเค็มจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME และรายย่อยตระหนักถึงทิศทางตลาดและการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค เพื่อสามารถปรับตัว พัฒนาสินค้า และดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว


ทั้งนี้ย้ำว่า ทุกนโยบายของกรมสรรพสามิตอยากเห็นสังคมไทยที่ผู้ผลิตอยู่ได้ และผู้บริโภคมีสุขภาพแข็งแรงอย่างยั่งยืน

 

ข่าวล่าสุด

KIMI K2.5 โมเดลล่าสุดของ Moonshot AI พร้อมท้าชนโมเดลยักษ์ใหญ่