posttoday

“ศุภจี” กางกลยุทธ์การค้าโลก ชูความไว้วางใจ ไทยเป็นพันธมิตรทุกฝ่าย

27 มกราคม 2569

“ศุภจี” สรุปผลดาวอส กางกลยุทธ์การค้าโลก ชู “ความไว้วางใจ” เป็นสกุลเงินที่มีค่าที่สุด พร้อมผลักดันไทยเป็นพันธมิตรทุกขั้วอำนาจ เร่งปิดดีล FTA ไทย- EU ไทย - แคนาดาภายในปีนี้

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลสำเร็จการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19 - 23 ม.ค.ที่ผ่านมาว่าปัจจุบันบริบทของการค้าโลกได้เปลี่ยนผ่านจากยุคพหุอำนาจ (Multipolar World) เข้าสู่สภาวะ การแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว (Extreme Polarization) ซึ่งไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอีกต่อไป แต่เป็นสถานการณ์ที่ประเทศต่างๆ ถูกบีบให้ต้องเลือกข้างในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน

 

โดยในปัจจุบันเรื่องของการค้าได้ถูกผนวกรวมเข้ากับเรื่องความมั่นคงอย่างแยกไม่ออก หลายประเทศเริ่มใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีที่ตนมีเป็นเครื่องมือต่อรองและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก สำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลาง เราเลือกที่จะหาทางรอดโดยการ แสวงหาตลาดใหม่ รูปแบบการค้าใหม่ และความร่วมมือใหม่ๆ เพื่อลดความเปราะบางจากระบบโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง

 

ทั้งนี้ในบริบทการค้าโลกใหม่ กระทรวงพาณิชย์ได้วางกรอบการดำเนินงานเชิงรุกไว้ในประเด็นหลักได้แก่ 

 

1. การวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย (Positioning as an Ally to All) โดยไทยต้องเป็นมิตรกับทุกขั้วอำนาจ ซึ่งจากการหารือในเวทีระดับโลก เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ประธานสหภาพยุโรป (EU) ได้แสดงทัศนะว่าอาเซียนคือโอกาสสำคัญ โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่ประเทศไทยสามารถที่จะเป็นพันธมิตรที่แข็งแรงของ EU  โดยได้มีการหารือกับประธาน EU ในการเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้บรรลุผลโดยเร็วภายในปีนี้ 

 

2. ประเทศไทยต้องเดินหน้าสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ให้กับคู่ค้าโดยปัจจุบัน “Trust” ได้กลายเป็นสกุลเงินที่มีค่าที่สุด ซึ่งไทยต้องสร้างสิ่งนี้ให้คู่ค้าเห็นเพื่อเปลี่ยนจากคู่ค้าธรรมดาให้กลายเป็นพันธมิตรที่แท้จริง โดยจุดยืนในเรื่องนี้เป็นไปตามบริบทการมุ่งเน้นผลประโยชน์ร่วมมากกว่าการเลือกข้าง (Mutual Benefit over Side-Taking) โดยต้องมองถึงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เพียงประโยชน์ส่วนตัวของประเทศใดประเทศหนึ่ง 

 

3.ประเทศไทยต้องมุ่งสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าในเชิงลึก และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Deep Integration in Supply Chain) โดยการค้ายุคใหม่ต้องลงรายละเอียดและทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อให้รู้ว่าสินค้าของเราจะไปอยู่ในส่วนใดของห่วงโซ่อุปทานของคู่ค้า โดยไทยต้องวางตัวเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ขาดหายไปเพื่อเติมเต็มความต้องการของคู่ค้า และร่วมมือกันไปเจาะตลาดที่สามหรือสี่ต่อไป โดยแต่ละประเทศที่ไทยไปเจรจาจะมีการวางแผนที่แตกต่างกันตามประโยชน์ร่วมที่มีต่อกันซึ่งเป็นกลยุทธ์สำหรับการค้าและการส่งออกในอนาคต

 

4.ยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยประเทศไทยต้องใช้ประโยชน์ผ่านกรอบเศรษฐกิจดิจิทัล Digital Economy Framework Agreement (DEFA) โดยในประเด็นนี้ตนเองได้มีการเข้าร่วมประชุมในเวทีการประชุม "Recoding Trade" โดยกระทรวงพาณิชย์ไทยได้ชูบทบาทการเป็นประธานการเจรจากรอบเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนของอาเซียน ซึ่งหากทำสำเร็จ อาเซียนจะเป็นภูมิภาคแรกในโลกที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าด้วยกัน โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 นี้

 

นอกจากนี้ นางศุภจีได้กล่าวถึงความคืบหน้าของการเจรจา FTA กับแคนาดา โดยตั้งเป้าจะบรรลุข้อตกลงให้ได้ภายในปีนี้ รวมถึงการเร่งรัดกระบวนการสัตยาบันของ FTA ต่างๆ ที่ได้ลงนามไปก่อนหน้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติว่านโยบายของไทยมีความต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเป้าหมายคือการทำให้ข้อตกลงต่างๆ มีผลบังคับใช้เพื่อเริ่มใช้สิทธิประโยชน์ได้จริงในวันที่ 1 มกราคม 2570

 

นอกจากนี้ในการเข้าร่วมการประชุมดาวอสได้มีการหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization) หรือ WIPO  เพื่อนำระบบทรัพย์สินทางปัญญามาสนับสนุน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถปกป้องไอเดียและสิทธิบัตรของตนเองเพื่อนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

"บทสรุปของการค้าโลกวันนี้คือการที่ไทยต้องหาอัตลักษณ์ของตัวเองให้เจอ แล้วใช้ ความไว้วางใจ เป็นเครื่องมือที่เข้มแข็งที่สุดในการเปลี่ยนคู่ค้าให้เป็นพันธมิตรทางการค้า เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันในอนาคต" นางศุภจีกล่าว

ข่าวล่าสุด

เคาะตั้งคณะทำงานปรับโครงสร้างประกันสังคม ศึกษาเสร็จใน 60 วัน