ดีเบตแก้หนี้ “ประชาชน VS ไทยสร้างไทย” งัดนโยบายช่วยคนไทยมีเงินในกระเป๋า
เวที Nation Election 2569 ดีเบต “ประชาชน VS ไทยสร้างไทย” งัดนโยบายเพิ่มรายได้–เติมทุน ช่วยคนไทยมีเงินในกระเป๋า
วันที่ 17 มกราคม 2569 เครือ Nation Group เปิดเวทีแสดงวิสัยทัศน์ทางการเมือง ภายใต้กิจกรรม NATION ELECTION 2569 กับการดีเบตหัวข้อ “จุดเปลี่ยนประเทศไทย” เปิดพื้นที่ให้หัวหน้าพรรค แกนนำพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากหลายพรรคการเมือง ขึ้นเวทีนำเสนอนโยบาย แนวคิด และจุดยืนต่อสาธารณะ ณ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย–ญี่ปุ่น) ดินแดง อาคารกีฬาเวสน์ 1
หนึ่งในประเด็นสำคัญของเวทีคือ "การแก้หนี้ครัวเรือน" เป็นการดีเบตระหว่าง "พรรคประชาชน VS พรรคไทยสร้างไทย" โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึงข้อเสนอของพรรคอื่น ๆ เสริม ดังนี้
“พรรคประชาชน” พักหนี้ไม่พอ ประชาชนต้องมีเงินในกระเป๋า
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแก้หนี้ ถ้าไม่พูดถึงนโยบายพักต้นพักดอก สิ่งสำคัญคือทำให้คนที่เป็นหนี้อยู่ มีเงินในกระเป๋า ทำให้เขามีรายได้ ถ้าเป็นผู้ประกอบการก็ทำให้เขาขายของได้และลดภาระค่าใช้จ่ายไปพร้อมกัน
อย่างเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ตอนนั้นรัฐบาลมีมาตรการออกเงินกู้ ซอฟท์โลนกับผู้ประสบภัยและผู้ประกอบการ แต่นักธุรกิจหาดใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อย่าเพิ่งให้เงินกู้เลย เอาเศรษฐกิจให้กลับมาก่อน ถ้าขายของได้ จะมีเงินไปใช้หนี้ที่เหลือเอง แต่วันนี้ถ้าเขากู้เงิน ไม่รู้จะเอาเงินจากที่ไหนไปใช้
เพราะฉะนั้นคำตอบทำอย่างไรจะให้คนลดภาระหนี้สินได้ และให้คนมีเงินในกระเป๋าเหลือ
สำหรับพรรคประชาชนมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากหลายด้าน ที่จะทำให้ SME มีสภาพคล่องและมีกำลังซื้อกระจายไปอยู่กับคนตัวเล็กตัวน้อยมากขึ้น เช่น นโยบายหวยใบเสร็จ
ในส่วนคนตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นคนรากหญ้า นอกเหนือจากลดค่าไฟ ยังมีนโยบายลดค่าเช่าบ้าน ช่วยเหลือ 1,000 บาท ครอบคลุม 1.5 ล้านครัวเรือน พร้อมนโยนบายสวัสดิการถ้วนหน้า ภายในปีงบประมาณเช่นเดียวกัน ภายใน 1 ต.ค.2569 เบี้ยเด็กเล็ก 600 บาทถ้วนหน้าทันที เบี้ยผู้สูงอายุ 1000 บาทถ้วนหน้าทันที และยกระดับเพิ่มขึ้นภายในปี 2573
ทั้งหมดนี้คือคำตอบว่าเราจะแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินอย่างไร ทำให้คนมีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มขึ้น
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการ SME จำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาถูกธุรกิจขนาดใหญ่เอารัดเอาเปรียบ จึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาสร้างกลไกที่เป็นธรรมมากขึ้น
โดยเสนอจัดตั้ง แพลตฟอร์มกลาง E-Invoice ให้ธุรกิจรายย่อยสามารถนำใบแจ้งหนี้เข้าสู่ระบบกลางได้อย่างโปร่งใส เมื่อขาดสภาพคล่อง สถาบันการเงินสามารถเข้ามาทำ E-Factoring ได้ทันที ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ควบคู่ผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า และมาตรการเครดิตเทอม 45 วัน อย่างจริงจังให้เกิดผลในทางปฏิบัติ 100% เพื่อป้องกันการเอาเปรียบทางการค้า
นอกจากนี้ ยังเสนอการพัฒนาแพลตฟอร์ม คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ให้ประโยชน์กับประชาชนทุกคน ผ่านระบบ Digital ID โดยย้ำว่ารัฐจะไม่ใช้เพื่อสอดส่องประชาชน แต่เปิดโอกาสให้แต่ละคนเข้าถึงข้อมูลทางการเงินพื้นฐานของตนเอง เช่น ค่าใช้จ่ายค่าน้ำค่าไฟ รายได้ และรายจ่าย เมื่อจำเป็นต้องปรึกษา “หมอหนี้” หรือขอรีไฟแนนซ์กับธนาคาร ประชาชนสามารถให้ความยินยอม ในการเข้าถึงข้อมูลของตนเองได้อย่างสมัครใจ ช่วยให้การแก้ไขปัญหาหนี้เป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ไทยสร้างไทย” เสนอ “กองทุนตั้งตัว-กองทุน SME”
ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราต้องเติมทุนให้คนลุกขึ้นมายืนได้ ไทยสร้างไทย แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ หนี้ครัวเรือน หรือหนี้บุคคล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้นอกระบบ ดอกเบี้ยมหาโหดร้อยละ 20-30 ต่อเดือน กู้ 50,000 ต้องเสียดอกเบี้ยถึง 10,000 บาท ทำมาหากินอะไรจึงจะมีเงินส่งดอก
ไทยสร้างไทยทำ "กองทุนตั้งตัว" เพื่อให้คนตัวเล็กทั้งหมดได้เข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยถูก เหลือร้อยละหนึ่งต่อเดือนเท่านั้น เคยกู้ 50,000 เสียดอก 10,000 ให้เหลือ 500 เอาไปปิดหนี้นอกระบบ เอาไปทำทุนกู้ได้ตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท และกู้ได้จริง
กองทุนที่สอง คือ “กองทุน SME” วันนี้ SME เจอโควิด น้ำท่วมตายหมด เศรษฐกิจเป็นแบบนี้ เจอของต่างประเทศเข้ามาอีก เราต้องให้เขาเติมทุน เราจะตั้งกองทุน SME ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน โดยเฉพาะท่องเที่ยวทั้งวงเงิน 300,000 ล้านบาท และใช้กลไกพิเศษในการปล่อยกู้ผ่าน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งมีความเข้าใจผู้ประกอบการตัวจริงและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าระบบปกติ
“เงินทั้งหมดมาจากไหน วันนี้เงินอยู่ในแบงก์ 17 ล้านล้าน เศรษฐีได้ดอกเบี้ยกัน 1% บางคนได้ 2% เราจะออกพันธบัตรรัฐบาล ให้ดอกเบี้ย 3% เลย เอาเงินเศรษฐีมาปล่อยให้คนจน ให้ SME กู้ คนจนมีโอกาสและรัฐบาลต้นทุนดอกเบี้ย แค่ 3% ไปปล่อยกู้ 12% เหลือๆ 9% ในการบริหาร WIN WIN WIN ทั้งหมด”
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวเพิ่มว่า นอกจากแก้หนี้และเติมทุนแล้ว ต้องใส่ "รายได้" เข้าไป ไทยสร้างไทยมองเห็นว่า โอกาสใส่รายได้ บนจุดแข็งของประเทศ สำคัญที่สุดเราเก่งเรื่องเกษตรต้องส่งอาหารคุณภาพไปขายทั่วโลก ตั้งเป้าเพิ่มภายใน 3 ปี 2.5 ล้านล้าน เรื่องท่องเที่ยวภายใน 5 ปีต้องเพิ่มรายได้เป็น 5 ล้านล้าน และเราเก่งเรื่องสุขภาพ วันนี้โอกาสกว้างมากตลาดนี้ 240 ล้านล้าน ๆ เราจะทำให้เราเป็นฮับสุขภาพ ตั้งเป้า 2 ล้านล้านภายใน 3 ปี
นอกจากนี้ บนเวทียังได้มีความเห็น และข้อเสนอนโยบายจากพรรคอื่น ๆ เพิ่มเติม ดังนี้
พรรคประชาชาติ ชงปฏิรูปกฎหมายฟื้นฟูลูกหนี้
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ชูประเด็นการปฏิรูปกฎหมายเพื่อคุ้มครองลูกหนี้ หากดูสถานการณ์หนี้และการบังคับคดีในประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินจริง ปัจจุบันประเทศไทยยังคงใช้อัตราดอกเบี้ยตามประกาศคณะปฏิวัติ ซึ่งปล่อยให้สูงถึง 25% ทั้งที่เป็นหนี้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ในขณะที่กฎหมายแพ่งปกติกำหนดไว้เพียง 15% เท่านั้น
ความรุนแรงในการบังคับคดีเมื่อมีการซื้อหนี้ไปแล้ว มักจะมีการฟ้องร้องและใช้เงินอำนาจจากกรมบังคับคดีเข้ายึดทรัพย์ ซึ่งถือเป็นความรุนแรงต่อลูกหนี้อย่างมาก
มูลค่าหนี้มหาศาล ขณะนี้ยอดหนี้ที่อยู่ในการบังคับคดีสูงถึง 25 ล้านล้าน ซึ่งมีมูลค่าใหญ่กว่า GDP ของประเทศ รวมถึงกลุ่มลูกหนี้อายุน้อย หนี้ที่น่ากังวลและมีลูกหนี้อายุน้อยที่สุดคือ หนี้ กยศ. ดังนั้นแบงก์ชาติจำเป็นต้องลงมาดูแลเพื่อปรับอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับกฎหมายแพ่ง นโยบายพรรคประชาชาติเสนอ "กฎหมายฟื้นฟูลูกหนี้" ครั้งแรกใน 100 ปี ไม่มีใครทำ เป็นนวัตกรรมที่ทำร่วมคิด เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับประชาชน
รวมไทยสร้างชาติ เสนอปลดล็อกเครดิตบูโร
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มุ่งเน้นไปที่การ ปลดล็อกเครดิตบูโร ซึ่งมีคนติดอยู่ 5 ล้านคน โดยเป็นวัยทำงานกว่า 90% ติดกับดักนี้ทำให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่ได้ ยกเลิกระบบการแช่แข็งประวัติ 36 เดือนหลังจากชำระจบแล้ว และเปลี่ยนไปใช้ระบบ "คะแนนเครดิต" (Credit Scoring) แบบสหรัฐอเมริกา, หากใครคะแนนสูงดอกเบี้ยต่ำ ใครคะแนนต่ำดอกเบี้ยสูง เพื่อให้เกิดการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาวในไทย
ประชาธิปัตย์ เฝ้าระวังหนี้เสียจาก Buy Now Pay Later
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริม โดย เสนอการผสมผสานระหว่างมาตรการเฉพาะหน้า เช่น การพักหนี้หรือซื้อหนี้คืน กับมาตรการเชิงป้องกันในระยะยาว
- บรรจุเรื่องความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ในระบบการศึกษา
- พรรคประชาธิปัตย์ ติดตามบริการ BNPL (Buy Now Pay Later) คือการซื้อของแล้วจ่ายทีหลังตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่กำลังจะกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ในอนาคต
เพื่อไทยชูเติม 3,000 บาทต่อเดือน
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สำคัญที่สุดคือต้องรู้ว่าคนจนอยู่ที่ไหน นโยบายแก้จนและเติมเงิน เน้นการระบุตัวตนของคนจนให้ชัดเจนเพื่อความช่วยเหลือที่ตรงจุด เติมเงิน 3,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้ประชาชนมีปัจจัยพื้นฐานเพียงพอและเปิดโอกาสให้รัฐสามารถเข้าไป อัปสกิลและรีสกิล (Up-skill/Re-skill) เพื่อให้หลุดพ้นจากความยากจนอย่างยั่งยืน


