จับสัญญาณอันตราย 69 ภูมิเศรษฐศาสตร์ ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ความเสี่ยงโลก
เจาะรายงาน WEF Global Risks Report 2026 ชี้ "การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์" แซงหน้าความขัดแย้งทางอาวุธ ขึ้นแท่นความเสี่ยงเบอร์ 1 ของโลก
KEY
POINTS
- ภูมิเศรษฐศาสตร์ กลายเป็นความเสี่ยงอันดับ 1 ในระยะสั้น แซงหน้าสงครามการสู้รบ โดยมาในรูปแบบของกีดกันทางการค้า สงครามซัพพลายเชน และการคว่ำบาตร
- ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย เงินเฟ้อ และฟองสบู่แตก ผสมโรงกับความเสี่ยงจาก AI และควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาเร็วจนขาดการควบคุม
- แม้ในระยะสั้น (2 ปี) ปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองจะแย่งพื้นที่ความสนใจไป แต่ในระยะยาว (10 ปี) วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการล่มสลายของระบบนิเวศ ยังคงเป็นมหันตภัยร้ายแรงที่สุดที่มนุษยชาติต้องเผชิญ
หลังจากผ่านพ้นปีแห่งความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด คำถามสำคัญที่ผู้นำองค์กรและนักลงทุนทั่วโลกต่างเฝ้าถามคือ "ปี 2026 เราจะต้องเผชิญกับอะไร?"
รายงานความเสี่ยงระดับโลกประจำปี 2026 (Global Risks Report 2026) ของ World Economic Forum (WEF) ซึ่งรวบรวมมุมมองจากผู้นำระดับโลกกว่า 1,300 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยง ได้ฉายภาพการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญเข้าสู่ "ยุคแห่งการแข่งขัน" (Age of Competition)
แม้พลวัตความเสี่ยงของโลกจะทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างขึ้น แต่รายงานย้ำว่า อนาคตไม่ใช่บทสรุปที่ตายตัว หากแต่เป็นผลลัพธ์จากการตัดสินใจของประชาคมโลกในวันนี้ ทว่าสัญญาณที่ส่งออกมากลับบ่งชี้ถึงโลกที่มีความเป็น "พหุขั้ว" (Multipolar) มากขึ้น ที่ซึ่งการเผชิญหน้าเข้าหากันเริ่มเข้ามาแทนที่ความร่วมมือและความไว้เนื้อเชื่อใจ
ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจมองว่า 2 ปีข้างหน้า สถานการณ์โลกจะอยู่ในภาวะ "ปั่นป่วน" หรือถึงขั้น "มรสุมรุมเร้า" และเมื่อมองยาวไปถึง 10 ปีข้างหน้า ความกังวลยิ่งทวีความรุนแรง โดยเกือบ 1 ใน 5 มองเห็นความเสี่ยงที่จะเกิด "หายนะระดับโลก" (Global Catastrophic Risks)
-
ภูมิเศรษฐศาสตร์
ระบบพหุภาคีที่เคยเป็นเสาหลักของโลกกำลังสั่นคลอน เพราะ "ภูมิเศรษฐศาสตร์" (Geoeconomic Confrontation) กลายเป็นวาระเร่งด่วนที่สุดสำหรับผู้นำในปี 2026 โดยแซงหน้า "ความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างรัฐ" ซึ่งเคยเป็นแชมป์เก่าเมื่อปีก่อนลงมาอยู่ในอันดับ 2
ความเสี่ยงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกำแพงภาษีที่เราเริ่มคุ้นชิน แต่มีโอกาสยกระดับไปสู่ "สงครามเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ" ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นท่าเรือ, การจำกัดการส่งออกสินค้าสำคัญ, การยกเลิกสัญญาการค้า ไปจนถึงการควบคุมการไหลเวียนของเงินทุน ซึ่งทั้งหมดนี้กระทบโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก
-
เศรษฐกิจโลก
ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมีการไต่อันดับขึ้นมาอย่างน่ากังวลที่สุดเมื่อเทียบกับปีก่อน นอกเหนือจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ความเสี่ยงเรื่อง "ภาวะเศรษฐกิจถดถอย" และ "เงินเฟ้อ" ได้กระโดดขึ้นมาถึง 8 อันดับ ในขณะที่ความเสี่ยงเรื่อง "ฟองสบู่แตก" ก็พุ่งขึ้นมา 7 อันดับ
หนี้สาธารณะที่พอกพูน, เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และผลตอบแทนที่ไม่แน่นอนจากการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI หรือ ควอนตัม (Quantum) หากนำปัจจัยเหล่านี้ไปรวมกับสงครามการค้า ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาคธุรกิจ แต่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพของสังคมโดยรวม
-
ดาบสองคมของเทคโนโลยี
การเติบโตแบบก้าวกระโดดของ AI และควอนตัมคอมพิวเตอร์ แม้จะสร้างโอกาสมหาศาล แต่ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้าม ตั้งแต่ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาชีพ ไปจนถึงภัยคุกคามต่อความถูกต้องของข้อมูล (Information Integrity) และความเสี่ยงทางการทหารจากระบบอาวุธอัตโนมัติ
ในระยะสั้น 2 ปีข้างหน้า ปัญหา ข้อมูลบิดเบือนและข่าวปลอม ยังคงรั้งอันดับ 2 และความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์ตามมาในอันดับ 6 ขณะที่ในระยะยาว 10 ปี ผลกระทบเชิงลบจาก AI ถือเป็นความเสี่ยงที่มีการไต่อันดับขึ้นมาแรงที่สุด
-
สังคมเปราะบางและการแบ่งขั้ว
ความเสี่ยงเรื่อง "การแบ่งขั้วทางสังคม" (Societal Polarization) ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่ติดอันดับ Top 10 ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวมาตลอด 5 ปีหลังสุด ปัญหานี้เชื่อมโยงโดยตรงกับความเหลื่อมล้ำ สุขภาวะที่ถดถอย และวิกฤตเศรษฐกิจ ยิ่งเมื่อถูกซ้ำเติมด้วยข้อมูลบิดเบือนและความขัดแย้งระหว่างประเทศ รอยร้าวในสังคมก็ยิ่งมีแนวโน้มจะปริแยกกว้างขึ้น
-
สิ่งแวดล้อม วิกฤตที่ถูกมองข้าม
แม้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเป็นแชมป์ความเสี่ยงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้กลับถูกจัดลำดับความสำคัญลดลงในระยะสั้น เนื่องจากโลกต้องหันไปแก้ปัญหาปากท้องและความขัดแย้งก่อน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในกรอบ 10 ปี ปัญหาสิ่งแวดล้อมยังคงครองความเป็นเจ้าความเสี่ยง โดย 5 ใน 10 อันดับแรกของความเสี่ยงระยะยาวคือเรื่องสิ่งแวดล้อม นำโดย สภาพอากาศสุดขั้ว, การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการเปลี่ยนแปลงวิกฤตของระบบโลก
รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า โลกกำลังมาถึงจุดเปลี่ยน นโยบายกีดกันทางการค้าและการที่รัฐบาลเข้ามาควบคุมซัพพลายเชนมากขึ้น กำลังวาดภาพโลกใบใหม่ที่ "แข่งขันกันดุเดือดยิ่งกว่าเดิม"
68% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าอีก 10 ปีข้างหน้า การเมืองโลกจะแตกแยกเป็นหลายขั้ว มีเพียง 6% เท่านั้นที่ยังหวังว่าระเบียบโลกและสถาบันระหว่างประเทศแบบเดิมจะฟื้นคืนกลับมาได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่มีอยู่เต็มไปหมด
สิ่งเดียวที่จะช่วยประคองสถานการณ์ได้คือ "การเจรจา" ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางท่ามกลางรอยร้าวของโลกใบนี้


